11 เดือน ต่างชาติลงทุนไทย 973 ราย ขนเงินเข้า 3.11 แสนล้าน จ้างงาน 5,718 คน
11 เดือน ต่างชาติลงทุนไทย 973 ราย ขนเงินเข้า 3.11 แสนล้าน จ้างงาน 5,718 คน
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยช่วง 11 เดือน ปี 68 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 973 ราย เพิ่ม 10% นำเงินเข้าลงทุน 311,162 ล้านบาท เพิ่ม 45% และจ้างงานคนไทย 5,718 คน เพิ่ม 56% สิงคโปร์มีมูลค่าลงทุนสูงสุด ตามด้วยญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง สหรัฐฯ
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ช่วง 11 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 973 ราย เพิ่มขึ้น 10%โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 263 ราย
และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 710 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 311,162 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% และมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 5,718 คน เพิ่มขึ้น 56%
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 169 ราย คิดเป็น 17% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 82,505 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้คำปรึกษาทางเทคนิคในการปรับปรุงกระบวนการผลิต และการทดสอบการทำงานของเครื่องจักร เป็นต้น ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วน Electro-magnetic Product ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ เป็นต้น
2.สิงคโปร์ 146 ราย คิดเป็น 15% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 100,265 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจบริการ Data Center ธุรกิจบริการติดตั้ง บำรุงรักษา และซ่อมแซมเกี่ยวกับเครื่องจักร ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป Printed Circuit Board เครื่องมือไฟฟ้า (Power Tools) และชิ้นส่วนเครื่องจักร เป็นต้น
3.สหรัฐฯ 137 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 5,038 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจค้าปลีกสินค้า เช่น อาหารแช่แข็ง ปั๊มน้ำ เครื่องแต่งกาย และคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ธุรกิจกิจการโฆษณา ธุรกิจบริการออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง และบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต เช่น เครื่องประดับหรือชิ้นส่วนเครื่องประดับที่ผลิตจากโลหะมีค่า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ DC Cable และโลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ เป็นต้น
4.จีน 133 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 33,119 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อการผลิตถ่านกัมมันต์ ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคของโรงไฟฟ้าพลังงานลม ธุรกิจบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ โดยเป็นการทดสอบชิ้นส่วนของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เป็นต้น
5.ฮ่องกง 104 ราย คิดเป็น 11% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 14,496 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ธุรกิจบริการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง ธุรกิจบริการ DATA CENTER ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น พลาสติกคอมพาวด์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และอุปกรณ์สำหรับเครื่องจักร เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 473 ราย คิดเป็น 49% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 973 ราย มูลค่าลงทุน 232,452 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
1.ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะ/พลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง 2.กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (TISO) ที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและโลจิสติกส์ในภูมิภาค 3.ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ และ Data Center เป็นต้น โดยตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และการพัฒนา Data Center และ AI Services













