เศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงินของไทย ไตรมาสที่ 4 ปี 2568
บทสรุปผู้บริหาร รายงานนโยบายการเงิน ไตรมาสที่ 4 ปี 2568
เศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงินของไทย
เศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวที่ร้อยละ 2.2 โดยเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี2568 ชะลอลงจากช่วงครึ่งแรกของปี จากภาคการผลิตในบางอุตสาหกรรมหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ เช่น ปิโตรเคมี ยานยนต์ และจากจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ (short-haul) โดยเฉพาะจีนปรับลดลง รวมทั้งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ต่อเนื่องจนถึงช่วงต้นปีหน้า
มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลงจากปี 2568 และขยายตัวต่ากว่าศักยภาพ โดยอยู่ที่ร้อยละ 1.5 และร้อยละ 2.3 ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ การส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ และการใช้จ่ายภาครัฐที่ขยายตัว ชะลอลงตามกรอบงบประมาณปี 2570 ที่การขาดดุลการคลังจะลดลงตามแผนการคลังระยะปานกลาง อย่างไรก็ดี ภาคบริการมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น และการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามการลงทุนใหม่จากต่างประเทศที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการ Thailand FastPass (Box 1: โอกาสการลงทุนไทยจากกระแสการลงทุนของธุรกิจเทคโนโลยีและมาตรการ Thailand FastPass)ทั้งนี้ ต้องติดตามความเสี่ยง เช่น มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจมีเพิ่มเติม
และกระบวนการงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้ามากกว่าคาด คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยวัฏจักรที่มีแนวโน้มทอดยาวขึ้นและปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งจากการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท อุปสงค์ในประเทศที่มีแนวโน้มแผ่วลง และการปรับตัวของธุรกิจอาจทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะ SMEs ที่เผชิญปัญหาด้านการแข่งขันและการเข้าถึงสินเชื่อ การแก้ปัญหาข้างต้นจำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่าจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ -0.1 0.3 และ 1.0 ในปี 2568 2569 และ 2570 ตามลำดับ และคาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 โดยอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่าเป็นผลจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลง ประกอบกับแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดภายใต้ในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ากว่าศักยภาพ ขณะที่ประเมินว่าความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่าสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่องและเป็นวงกว้าง อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 2569 และ 2570 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 0.8 0.8 และ 1.0 ตามล าดับ และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางลดลงเล็กน้อยแต่ยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิดอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนบ้าง แต่การส่งผ่านไปยังต้นทุนการกู้ยืมของแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน (Box 2: การส่งผ่านนโยบายการเงิน)อย่างไรก็ดี สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนการชะลอการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนภายใต้ความไม่แน่นอนสูง ขณะที่สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงโดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่า
คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการขยายตัวของสินเชื่อและสนับสนุน ให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ.ปรับแข็งค่าอยู่ในกลุ่มน าสกุลภูมิภาคตามการปรับคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาแนวทางด าเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2568
ในการประชุมวันที่ 17 ธันวาคม 2568 กนง. เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื ่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากระดับร้อยละ 1.50 ต่อปี เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี
ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงินและพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกันควรคำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว และขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในการรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
![]()
นโยบายการเงิน ไตรมาสที่ 4 ปี 2568













