พาณิชย์ ขึ้นทะเบียน GI สินค้าต่างประเทศ'ไอริช วิสกี้'สุรากลั่นจากไอร์แลนด์
พาณิชย์ ขึ้นทะเบียน GI สินค้าต่างประเทศ'ไอริช วิสกี้'สุรากลั่นจากไอร์แลนด์
กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)'ไอริช วิสกี้' สุรากลั่นจากไอร์แลนด์ เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 25 ของต่างประเทศ และลำดับที่ 11 ของสหภาพยุโรป เผยมีจุดเด่นใช้ข้าวบาร์เลย์ที่ผ่านการเพาะงอกอย่างเหมาะสมมาเป็นวัตถุดิบ ใช้น้ำที่กลั่นจากแหล่งธรรมชาติ ประกอบกับภูมิปัญญา ที่สืบทอดมานานตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 ระบุยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคว่าสินค้าที่วางขายในไทยเป็นของแท้ มีคุณภาพ
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สินค้าจากต่างประเทศรายการใหม่ คือ 'ไอริช วิสกี้'สุรากลั่นจากสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 25 ของต่างประเทศ และลำดับที่ 11 ของสหภาพยุโรป ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในไทย
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของตลาดในไทย ที่ไอริช วิสกี้ มายื่นจดทะเบียน และยังช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยว่าสินค้าที่วางจำหน่ายเป็นของแท้ มีคุณภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล
สำหรับ ไอริช วิสกี้ เป็นสุรากลั่นที่ผลิตบนเกาะไอร์แลนด์และไอร์แลนด์เหนือ สะท้อนเรื่องราวทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ภูมิประเทศ และภูมิอากาศเฉพาะถิ่นผสมผสานอยู่ในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดธัญพืชท้องถิ่น เช่น ข้าวบาร์เลย์ที่ผ่านการเพาะงอกอย่างเหมาะสม
มาใช้เป็นวัตถุดิบแทนองุ่นหรือผลไม้ชนิดอื่น การใช้น้ำที่กลั่นจากแหล่งน้ำธรรมชาติซึ่งมีคุณสมบัติเป็นน้ำกระด้างหรือน้ำอ่อน ส่งผลต่อรสชาติของเมล็ดข้าวในกระบวนการบด ประกอบกับทักษะ ภูมิปัญญา และความเชี่ยวชาญของผู้ผลิตในท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 6
นอกจากนี้ สภาพอากาศของไอร์แลนด์ได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม ทำให้เกิดความอบอุ่นและความชื้นตลอดปี ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการบ่มสุราที่ใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 3 ปี โดยอุณหภูมิระดับปานกลางจะช่วยให้แอลกอฮอล์สามารถดูดซึมสีและสารประกอบจากไม้ของถังบ่มได้อย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้สุราที่ได้มีสีทองอ่อนไปจนถึงสีอำพันเข้ม มีรสชาตินุ่มลื่น กลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไอริชวิสกี้ได้รับการรับรอง GI และมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมาอย่างยาวนาน
นางอรมน กล่าวว่า สินค้าต่างประเทศที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในไทย ทั้ง 25 รายการ ครอบคลุมสินค้าจากสหภาพยุโรป เอเชีย และภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ แชมเปญ (ฝรั่งเศส) สก๊อตช์ วิสกี้ (สก๊อตแลนด์) แฮมปรอชชุตโต ดิ ปาร์มา (อิตาลี) ไวน์นาปา วัลเลย์ (สหรัฐฯ) ตากีล่า (เม็กซิโก) เมลอนยูบาริ (ญี่ปุ่น) กาแฟบวนมาถวด (เวียดนาม) เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของกรมในการสนับสนุนและส่งเสริมการคุ้มครองสินค้าอัตลักษณ์จากทุกท้องถิ่น พร้อมทั้งขยายความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญากับนานาประเทศ
ทั้งนี้ ไอร์แลนด์เป็นหนึ่งในสมาชิกของสหภาพยุโรปที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย การที่กรมดำเนินการขึ้นทะเบียน GI สินค้าจากสหภาพยุโรปในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการสร้างความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์ที่วางขายในประเทศแล้ว ยังเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายในการสร้างความเชื่อมั่นทางการค้า ยกระดับภาพลักษณ์ไทยในฐานะประเทศที่มีระบบการคุ้มครอง GI ที่ได้มาตรฐาน และเชื่อมโยงความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาในเวทีโลก
ส่วนการผลักดันสินค้าไทยจดทะเบียน GI ในต่างประเทศ ปัจจุบันมีสินค้าไทยได้รับ GI ในต่างประเทศแล้ว 10 รายการ ใน 33 ประเทศ อาทิ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ในสหภาพยุโรป มาเลเซีย และอินโดนีเซีย) กาแฟดอยช้าง (ในสหภาพยุโรป และญี่ปุ่น) ผ้าไหมยกดอกลำพูน (ในอินเดีย และอินโดนีเซีย) เป็นต้น และในปี 2569 กรมมีแผนจัดทำคำขอ GI ในต่างประเทศเพิ่ม 2 สินค้า ได้แก่ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง เตรียมยื่นในญี่ปุ่น และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก เตรียมยื่นในมาเลเซีย
เปิดตัว GI ‘ไอริช วิสกี้’ สุรากลั่นจากธัญพืชบนเกาะไอร์แลนด์ รสชาติแห่งวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมากว่า 500 ปี
กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน'ไอริช วิสกี้'สุรากลั่นจากสาธารณรัฐไอร์แลนด์ เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications : GI) ลำดับที่ 25 ของต่างประเทศ (ลำดับที่ 11 ของสหภาพยุโรป) ที่ได้ขึ้นทะเบียนในประเทศไทย นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อคุณภาพ มาตรฐาน และแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างแท้จริง อีกทั้ง ยังสะท้อนพัฒนาการความร่วมมือที่ดีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา มีภารกิจในการให้ความคุ้มครอง GI แก่สินค้าไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีชื่อเสียงมีความเชื่อมโยงกับแหล่งผลิต และมีประวัติศาสตร์การผลิตมาอย่างยาวนาน ทั้งนี้ การคุ้มครองสินค้า GI ของต่างประเทศในไทยนั้น ถือเป็นกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนและต่อยอดความร่วมมือ เพื่อสนับสนุนการนำสินค้า GI ไทยไปขึ้นทะเบียนและได้รับการคุ้มครองในต่างประเทศเช่นกัน โดยล่าสุด กรมฯ ได้ประกาศให้ 'ไอริช วิสกี้'เป็นสินค้าจากต่างประเทศที่ได้รับ GI ลำดับที่ 25 ในไทย
นางอรมน กล่าวว่า 'ไอริช วิสกี้'เป็นสุรากลั่นที่ผลิตบนเกาะไอร์แลนด์และไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งสะท้อนเรื่องราวทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ภูมิประเทศ และภูมิอากาศเฉพาะถิ่นผสมผสานอยู่ในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดธัญพืชท้องถิ่น เช่น ข้าวบาร์เลย์ที่ผ่านการเพาะงอกอย่างเหมาะสม มาใช้เป็นวัตถุดิบแทนองุ่นหรือผลไม้ชนิดอื่น
การใช้น้ำที่กลั่นจากแหล่งน้ำธรรมชาติซึ่งมีคุณสมบัติเป็นน้ำกระด้างหรือน้ำอ่อน ส่งผลต่อรสชาติของเมล็ดข้าวในกระบวนการบด ประกอบกับทักษะ ภูมิปัญญา และความเชี่ยวชาญของผู้ผลิตในท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 6
นอกจากนี้ สภาพอากาศของไอร์แลนด์ได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม ทำให้เกิดความอบอุ่นและความชื้นตลอดปี ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการบ่มสุราที่ใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 3 ปี โดยอุณหภูมิระดับปานกลางจะช่วยให้แอลกอฮอล์สามารถดูดซึมสีและสารประกอบจากไม้ของถังบ่มได้อย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้สุราที่ได้มีสีทองอ่อนไปจนถึงสีอำพันเข้ม มีรสชาตินุ่มลื่น กลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไอริชวิสกี้ได้รับการรับรอง GI
และมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมาอย่างยาวนาน ซึ่งการยื่นขอขึ้นทะเบียน GI ไอริชวิสกี้ในประเทศไทยครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของตลาดในไทย และยังช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยว่าสินค้าที่วางจำหน่ายเป็นของแท้ มีคุณภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล
นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันมีสินค้าต่างประเทศที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในไทยรวมทั้งสิ้น 25 รายการ ครอบคลุมสินค้าจากสหภาพยุโรป เอเชีย และภูมิภาคต่างๆ อาทิ แชมเปญ (ฝรั่งเศส) สก๊อตช์ วิสกี้ (สก๊อตแลนด์) แฮมปรอชชุตโต ดิ ปาร์มา (อิตาลี) ไวน์นาปา วัลเลย์ (สหรัฐอเมริกา) ตากีล่า (เม็กซิโก) เมลอนยูบาริ (ญี่ปุ่น) กาแฟบวนมาถวด (เวียดนาม) เป็นต้น
แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของกรมฯ ในการสนับสนุนและส่งเสริมการคุ้มครองสินค้าอัตลักษณ์จากทุกท้องถิ่น พร้อมทั้งขยายความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญากับนานาประเทศ ทั้งนี้ ไอร์แลนด์เป็นหนึ่งในสมาชิกของสหภาพยุโรปที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย
การที่กรมฯ เร่งดำเนินการขึ้นทะเบียน GI สินค้าจากสหภาพยุโรปครั้งนี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการสร้างความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์ที่วางขายในประเทศแล้ว ยังเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายในการสร้างความเชื่อมั่นทางการค้า ยกระดับภาพลักษณ์ไทยในฐานะประเทศที่มีระบบการคุ้มครอง GI ที่ได้มาตรฐาน และเชื่อมโยงความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาในเวทีโลกอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังคงเดินหน้าส่งเสริมและคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่การดำเนินการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ภายในประเทศ แต่รวมถึงการผลักดันสินค้า GI ไทยที่มีศักยภาพให้ได้รับการคุ้มครองในต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีสินค้าไทยได้รับ GI ในต่างประเทศแล้ว 10 รายการ ใน 33 ประเทศ อาทิ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ในสหภาพยุโรป มาเลเซีย และอินโดนีเซีย) กาแฟดอยช้าง (ในสหภาพยุโรป และญี่ปุ่น) ผ้าไหมยกดอกลำพูน (ในอินเดีย และอินโดนีเซีย) เป็นต้น
และในปี 2569 กรมฯ มีแผนจัดทำคำขอ GI ในต่างประเทศเพิ่ม 2 สินค้า ได้แก่ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง เตรียมยื่นในประเทศญี่ปุ่น และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก เตรียมยื่นในประเทศมาเลเซีย เพื่อขยายความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ สร้างโอกาสทางการค้า ควบคู่ไปกับการรักษาอัตลักษณ์และสร้างมาตรฐานให้แก่สินค้า GI ในระดับสากล นำมาซึ่งประโยชน์แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคอย่างยั่งยืน นางอรมน กล่าวทิ้งท้าย













