ค้าภายในลุยธงฟ้า 518 ครั้ง โมบาย 5 พันคัน ตะเวนขายของถูก จัดธงเขียวดูแลเกษตรกร
ค้าภายในลุยธงฟ้า 518 ครั้ง โมบาย 5 พันคัน ตะเวนขายของถูก จัดธงเขียวดูแลเกษตรกร
กรมการค้าภายในโชว์แผนลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ยุควิกฤตพลังงาน ลุยจัดธงฟ้า 518 ครั้ง นำสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 200 รายการ ลดราคา 30-60% จำหน่ายให้กับประชาชน เพิ่มรถเร่ รถพุ่มพวง รถโมบายกว่า 5,000 คัน ตะเวนขายในตรอก ซอก ซอย และชุมชนห่างไกล จัดธงฟ้าลดเปิดเทอม ช่วยลดภาระผู้ปกครอง 1,000 แห่ง ส่วนเกษตรกร จัดธงเขียวพลัส ลดปุ๋ย ปัจจัยเกษตร ย้ำการดูแลราคา เน้น '2 พ' ต้องเพียงพอ และขึ้นราคาต้องไม่แพงเกินไป
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนสินค้าในหลายภาคส่วน ว่า กรมจะเดินหน้าโครงการธงฟ้า มุ่งเน้นให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้จริง ทั้งในด้านราคาและช่องทาง โดยนำสินค้าธงฟ้าจำหน่ายต่ำกว่าท้องตลาดเฉลี่ย 30–60% ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น กว่า 200 รายการ อาทิ
ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม น้ำตาลทราย ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 500 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน โดยได้ขยายการดำเนินงานให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างครอบคลุม โดยมีแผนจัดงานธงฟ้าเพิ่มเป็น 518 ครั้ง จากเดิม 62 ครั้ง ในช่วงเดือน เม.ย.-ส.ค.2569 แบ่งเป็นงานขนาดใหญ่ 200 บูธ จำนวน 12 ครั้ง งานขนาด 50 บูธ จำนวน 76 ครั้ง มินิธงฟ้าจังหวัดละ 5 ครั้ง รวม 380 ครั้ง และในกรุงเทพมหานคร 50 เขต จำนวน 50 ครั้ง
ทั้งนี้ ยังมีการกระจายสินค้าผ่านรถเร่ รถพุ่มพวง และรถโมบายธงฟ้า รวมกว่า 5,000 คัน โดยใช้เครือข่ายเดิมที่มีความเข้าใจพื้นที่ เพื่อให้เข้าถึงประชาชนในระดับชุมชนและพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งจัดโครงการธงฟ้าลดเปิดเทอมในโรงเรียนห่างไกลจำนวน 1,000 แห่ง เพื่อนำสินค้าอุปโภคบริโภค ชุดนักเรียน และอุปกรณ์การเรียนไปจำหน่ายในราคาประหยัด อีกทั้งยังเชื่อมโยงสินค้าเกษตรไปยังตลาดสด ตลาดกลาง ตลาดนัด ปั๊มน้ำมัน และไปรษณีย์ รวม 1,000 แห่ง เพื่อช่วยระบายผลผลิต และสร้างรายได้ให้เกษตรกร รวมถึงกระจายสินค้าราคาพิเศษผ่านร้านค้าปลีก ค้าส่ง และร้านโชห่วย จำนวน 150 ร้าน
สำหรับ การดูแลเกษตรกร ได้ดำเนินโครงการธงเขียวพลัส เพื่อช่วยลดต้นทุนสินค้าในกลุ่มปัจจัยการผลิต และปุ๋ยเคมี เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงสินค้าในราคาที่เหมาะสม โดยเพิ่มส่วนลดให้เกษตรกรจาก 200 เป็น 300 บาทต่อราย พร้อมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม
นายวิทยากร กล่าวว่า ทางด้านการดูแลราคาสินค้า กรมได้เตรียมมาตรการรับมือภายใต้แนวคิด '2 พ' คือ ปริมาณเพียงพอ และราคาไม่แพงเกินสมควร เพื่อให้ทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร สามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยสินค้าควบคุมจำนวน 15 รายการ ได้แก่ ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมผงนมพร้อมดื่ม น้ำมันปาล์ม กระดาษชำระ แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย สบู่ก้อนสบู่เหลว ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ หน้ากากอนามัย เหล็กแผ่นเคลือนและดีบุกโครเมียม ที่ต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคา กำหนดให้มีการพิจารณาต้นทุนจริง ทั้งต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการ และค่าขนส่ง และจนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้อนุญาตให้ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคา และอยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างรอบคอบ และหากจำเป็นต้องขึ้น ก็จะขอความร่วมมือให้ทยอยปรับราคาอย่างเหมาะสม
ส่วนปุ๋ยเคมี ได้ดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะสมาคมปุ๋ย เพื่อจัดหาปุ๋ยเพิ่มเติมและบริหารจัดการให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยไทยมีปุ๋ย 64% ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาตะวันออกกลาง เนื่องจากนำเข้าจากแหล่งอื่น แต่ปุ๋ยยูเรียที่มีสัดส่วน 36% ต้องพึ่งพาการนำเข้าและมีต้นทุนเพิ่มจาก 500 เป็น 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน โดยปัจจุบันมีปุ๋ยยูเรียเหลือ 3.43 แสนตัน จากสต็อกรวม 9 แสนตัน มีแผนนำเข้าเพิ่ม 2.34 แสนตัน เพื่อรองรับฤดูเพาะปลูก และจะส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยสูตรผสม เช่น 40-0-0, 21-0-0, 18-8-8 เป็นต้น เพื่อลดการพึ่งพายูเรียล้วน และลดความเสี่ยงด้านราคา รวมทั้งจะตรวจสอบการจำหน่ายปุ๋ยอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา
ทางด้านน้ำมันปาล์ม ไม่ได้ห้ามส่งออก แต่การส่งออกต้องขออนุญาต เพื่อบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้ในประเทศ และใช้ในพลังงาน และล่าสุดต้นทุนน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มสูงขึ้น จากราคาผลปาล์มที่สูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 8 บาท ซึ่งกรมได้เข้าไปกำกับดูแลแล้ว เพราะขณะนี้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม แต่ในการปรับขึ้นราคา จะพิจารณาร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภคเกินสมควร
ทางด้านเม็ดพลาสติก ได้กำหนดเป็นสินค้าควบคุม โดยครอบคลุมประเภท PE , PP และ PET ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภค กระสอบปุ๋ย และเวชภัณฑ์ โดยได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อติดตามและกำกับดูแลทั้งระบบแล้ว เพื่อไม่ให้การปรับขึ้นราคาเกินควร และส่งเสริมให้ลดการใช้พลาสติก
ก่อนหน้านี้ กรมการค้าภายในได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลที่อยู่ในระดับสูง พบว่า ส่งผลให้ราคาสินค้าอาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 0.7–44.4% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า โดยแบ่งเป็นหมวดอาหารและเครื่องดื่ม 1.6–12.1% ของใช้ในชีวิตประจำวัน 1.4–16.2% ปัจจัยทางการเกษตร 44.4% วัสดุก่อสร้าง 1.5–2.1% และอาหารสด 0.7–3.2%
ค้าภายในสู้วิกฤตตะวันออกกลาง ขยายธงฟ้า–ธงเขียวพลัส ลดค่าครองชีพ ร่วมเอกชนเร่งหาปุ๋ย ดูแลปาล์มทั้งระบบไม่ให้เกษตรกรได้รับผลกระทบ
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนสินค้าในหลายภาคส่วน รวมถึงสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปและการส่งออก เมื่อการขนส่งมีข้อจำกัดมากขึ้น ทำให้บางช่วงเกิดภาวะสินค้าคงค้างในประเทศ ผู้ผลิตบางส่วนชะลอการผลิต และเกิดความผันผวนด้านราคา รัฐบาลจึงเร่งดำเนินมาตรการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับประชาชนและเกษตรกรมากเกินไป ภายใต้แนวคิด '2 พ.' คือ ปริมาณเพียงพอ และราคาไม่แพงเกินสมควร เพื่อให้ทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร สามารถอยู่ได้
ในด้านการลดค่าครองชีพ กรมการค้าภายในมุ่งเน้นให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้จริง ทั้งในด้านราคาและช่องทาง โดยสินค้าธงฟ้าจำหน่ายต่ำกว่าท้องตลาดเฉลี่ยร้อยละ 30–60 ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น กว่า 200 รายการ อาทิ ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม น้ำตาลทราย ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 500 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน
โดยได้ขยายการดำเนินงานให้มากขึ้นเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างครอบคลุม โดยกรมฯ มีแผนจัดงานธงฟ้าเพิ่มเป็น 518 ครั้ง จากเดิม 62 ครั้ง ในช่วงเดือนเมษายนถึงสิงหาคม แบ่งเป็นงานขนาดใหญ่ 200 บูธ จำนวน 12 ครั้ง งานขนาด 50 บูธ จำนวน 76 ครั้ง มินิธงฟ้าจังหวัดละ 5 ครั้ง รวม 380 ครั้ง และในกรุงเทพมหานคร 50 เขต จำนวน 50 ครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีการกระจายสินค้าผ่านรถเร่ รถพุ่มพวง และรถโมบายธงฟ้า รวมกว่า 5,000 คัน โดยใช้เครือข่ายเดิมที่มีความเข้าใจพื้นที่ เพื่อให้เข้าถึงประชาชนในระดับชุมชนและพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งจัดโครงการ “ธงฟ้าลดเปิดเทอม” ในโรงเรียนห่างไกลจำนวน 1,000 แห่ง เพื่อนำสินค้าอุปโภคบริโภค ชุดนักเรียน และอุปกรณ์การเรียนไปจำหน่ายในราคาประหยัด อีกทั้งยังเชื่อมโยงสินค้าเกษตรไปยังตลาดสด ตลาดกลาง ตลาดนัด ปั๊มน้ำมัน และไปรษณีย์ รวม 1,000 แห่ง เพื่อช่วยระบายผลผลิต และสร้างรายได้ให้เกษตรกร รวมถึงกระจายสินค้าราคาพิเศษผ่านร้านค้าปลีก ค้าส่ง และร้านโชห่วย จำนวน 150 ร้าน
พร้อมกันนี้ ได้ดำเนินโครงการ 'ธงเขียวพลัส' เพื่อช่วยลดต้นทุนสินค้าในกลุ่มปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงสินค้าในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้ร้านค้าชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถนำไปต่อยอด สร้างรายได้ และหมุนเวียนเศรษฐกิจในพื้นที่
ด้านการกำกับดูแลราคาสินค้า กรมการค้าภายในได้เพิ่มรายการสินค้าที่ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคาจาก 8 เป็น 15 รายการ โดยพิจารณาจากต้นทุนจริง ทั้งต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการ และค่าขนส่ง ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาสินค้าอาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในช่วงร้อยละ 0.7–44.4 ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า
โดยแบ่งเป็นหมวดอาหารและเครื่องดื่มร้อยละ 1.6–12.1 ของใช้ในชีวิตประจำวันร้อยละ 1.4–16.2 ปัจจัยทางการเกษตรร้อยละ 44.4 วัสดุก่อสร้างร้อยละ 1.5–2.1 และอาหารสดร้อยละ 0.7–3.2 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้อนุญาตให้ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคา และอยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างรอบคอบ พร้อมขอความร่วมมือให้ทยอยปรับราคาอย่างเหมาะสม
ในส่วนของปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของเกษตรกร กรมการค้าภายในได้เร่งดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะสมาคมปุ๋ย เพื่อจัดหาปุ๋ยเพิ่มเติมและบริหารจัดการให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยข้อมูลปริมาณสต๊อกและแผนนำเข้าได้รับการยืนยันจากภาคเอกชน เพื่อสะท้อนสถานการณ์จริงของตลาด ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณปุ๋ยประมาณร้อยละ 64 ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากนำเข้าจากแหล่งอื่น ขณะที่ปุ๋ยยูเรียซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 36 ต้องพึ่งพาการนำเข้าและมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 500 เป็น 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ปัจจุบันมีสต๊อกปุ๋ยรวมประมาณ 900,000 ตัน โดยเป็นปุ๋ยยูเรียประมาณ 343,000 ตัน และมีแผนนำเข้าเพิ่มเติมอีก 234,650 ตัน เพื่อรองรับฤดูกาลเพาะปลูก พร้อมทั้งส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยสูตรผสม เช่น 40-0-0, 21-0-0, 18-8-8 เป็นต้น เพื่อลดการพึ่งพายูเรียล้วน และลดความเสี่ยงด้านราคา รวมถึงดำเนินโครงการ 'ธงเขียวพลัส' เพิ่มส่วนลดให้เกษตรกรจาก 200 เป็น 300 บาทต่อราย พร้อมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม
ด้านการกำกับดูแล ได้ตรวจสอบร้านจำหน่ายปุ๋ยแล้ว 1,079 แห่ง พบการกระทำผิด 48 ราย และได้ดำเนินคดีในข้อหาไม่ปิดป้ายราคาและจำหน่ายเกินราคา เพื่อป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกร
สำหรับ สถานการณ์ปาล์มน้ำมัน กรมการค้าภายใน ขอย้ำว่าคำนึงถึงพี่น้องเกษตรกรเป็นอันดับแรก เนื่องจากรายได้ขึ้นอยู่กับราคาผลผลิต การดำเนินมาตรการจึงให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรเป็นหลัก
นายวิทยากร กล่าวย้ำว่า การบริหารจัดการปาล์ม ตามที่มีประกาศ กกร. ไม่ได้เป็นการห้ามส่งออก แต่เป็นการบริหารจัดการให้เกิดสมดุลระหว่างการใช้ในประเทศ การใช้ในภาคพลังงาน ให้เพียงพอ ในปี 2569 ได้เพิ่มการใช้ในภาคพลังงาน (ไบโอดีเซล B7 และ B20) เป็นประมาณ 140,000 ตันต่อเดือน ส่งผลให้ปริมาณส่งออกอยู่ที่ประมาณ 43,600 ตันต่อเดือน
ในส่วนของผลผลิต ปัจจุบันราคาผลปาล์มเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายปี แต่ก็รับทราบถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยกรมการค้าภายในจะดูแลราคาผลผลิตของเกษตรกรให้อยู่ในราคาที่เกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสม
ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด(สต็อกเดิม) อยู่ที่ 42–50 บาทต่อขวด ซึ่ง หากเป็นสต๊อกใหม่ที่ราคา CPOในปัจจุบัน มีแนวโน้มสูงขึ้น กรมฯ จะบริหารจัดการ ร่วมกับทุกภาคส่วน ไม่ให้เกิดภาวะราคาน้ำมันปาล์มบริโภคสูงเกินๅควร ซึ่งจะทำให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน
พร้อมกันนี้ ได้กำหนดให้ลานเทและโรงสกัดต้องปิดป้ายแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน ห้ามกระทำการเอาเปรียบเกษตรกร เช่น การกดราคารับซื้อหรือทำลูกร่วง รวมถึงกำหนดให้มีการรายงานสต๊อกและการเคลื่อนย้ายสินค้า และการขออนุญาตส่งออกอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้เพิ่ม 'เม็ดพลาสติก' เป็นสินค้าควบคุม ครอบคลุมประเภท PE, PP และ PET ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภค กระสอบปุ๋ย และเวชภัณฑ์ โดยได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อติดตามและกำกับดูแลทั้งระบบ
”กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับมาตรการให้เหมาะสม เพื่อให้สินค้ามีเพียงพอ ราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสม เกษตรกรสามารถดำรงอาชีพได้ และประชาชนไม่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพเกินสมควรในช่วงสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง“ นายวิทยากร กล่าว














