อนุทิน คิกออฟส่งรถพุ่มพวง 3,800 คัน นำของถูกขายแหล่งชุมชน-พื้นที่ห่างไกล
อนุทิน คิกออฟส่งรถพุ่มพวง 3,800 คัน นำของถูกขายแหล่งชุมชน-พื้นที่ห่างไกล
อนุทิน คิกออฟเปิดโครงการ 'ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน'ส่งรถพุ่มพวง 3,800 คัน นำสินค้าราคาถูก 14 รายการ ตะเวนขายประชาชนตามแหล่งชุมชน พื้นที่ห่างไกล ดีเดย์ 15 พ.ค.-14 มิ.ย.69 รวม 30 วัน คาดประชาชน 4 ล้านครัวเรือนได้ประโยชน์ ลดค่าครองชีพ 280 ล้านบาท 'ศุภจี'เผยยังสามารถหาซื้อสินค้าได้ที่ไปรษณีย์ไทย 946 สาขา และร้านค้าชุมชน 129 ร้าน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ รับผิดชอบการบริหารโครงการ ประสานผู้ผลิต กำหนดรายการและราคาสินค้าจำเป็น กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย สนับสนุนการคัดเลือกและประสานรถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชนในพื้นที่ ส่วนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สนับสนุนเครือข่ายจุดจำหน่ายและจุดกระจายสินค้า เพื่อให้สินค้าราคาพิเศษเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
โดยโครงการนี้ มีเป้าหมายดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อให้สอดรับกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของรัฐบาลในช่วงเดียวกัน อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส โดยในระยะแรกจะดำเนินการระหว่างวันที่ 15 พ.ค.–14 มิ.ย.2569 รวมระยะเวลา 30 วัน นำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น 14 รายการ จากผู้ประกอบการ 12 ราย มาจำหน่ายในราคาพิเศษผ่านช่องทางใกล้ชุมชน ทั้งรถพุ่มพวง ร้านค้าชุมชน และจุดให้บริการของไปรษณีย์ไทย เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าจำเป็นได้สะดวกขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และเพิ่มทางเลือกในการจับจ่ายสินค้าใกล้บ้าน
“รัฐบาลคาดว่า โครงการนี้จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายให้เกิดประโยชน์ครอบคลุมประชาชนไม่น้อยกว่า 4 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ 3 เดือน โดยหัวใจสำคัญของโครงการ คือ การนำสินค้าราคาประหยัดเข้าไปถึงพื้นที่ชุมชนผ่านรถพุ่มพวง ซึ่งเป็นช่องทางค้าปลีกเคลื่อนที่ ที่ใกล้ชิดกับประชาชนอยู่แล้ว ทำให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางไกล ลดค่าใช้จ่ายทั้งค่าสินค้าและค่าเดินทาง” นายอนุทินกล่าว
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้รับมอบหมายให้บริหารโครงการในภาพรวม ประสานผู้ผลิต กำหนดรายการสินค้า ราคา หลักเกณฑ์การดำเนินงาน และติดตามประเมินผลโครงการ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากสินค้าราคาพิเศษอย่างแท้จริง
โดยสินค้าในโครงการเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน รวม 14 รายการ ได้แก่ น้ำมันปาล์ม น้ำปลา ซอสหอยนางรม ผงชูรส ข้าวหอมปทุม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หอยลายกระป๋อง ปลากระป๋อง น้ำยาล้างจาน แชมพู ครีมนวดผม ครีมอาบน้ำ ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ ซึ่งเป็นสินค้าที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครัวเรือนได้โดยตรง
สำหรับ จุดจำหน่ายสินค้า เบื้องต้นจะมีรถพุ่มพวงทั่วประเทศ รวม 3,800 คัน จุดจำหน่ายผ่านไปรษณีย์จังหวัดและไปรษณีย์อำเภอ รวม 946 จุด และร้านค้าชุมชน 129 ร้าน ซึ่งจะเป็นเครือข่ายสำคัญในการนำสินค้าราคาพิเศษไปถึงมือประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน และพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงห้างค้าปลีกหรือแหล่งจำหน่ายขนาดใหญ่ได้ไม่สะดวก
ทั้งนี้ โครงการยังสนับสนุนผู้ประกอบการรถพุ่มพวงให้สามารถเข้าร่วมจำหน่ายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีมาตรการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card ของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. สำหรับรถพุ่มพวงที่ผ่านการคัดเลือก แบ่งตามขนาดรถ ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ได้รับการสนับสนุน 250 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,000 บาทต่อเดือน รถสามล้อ ได้รับการสนับสนุน 375 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,500 บาทต่อเดือน และรถกระบะ ได้รับการสนับสนุน 750 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 3,000 บาทต่อเดือน เมื่อมีการนำสินค้าไปจำหน่ายต่อตามขั้นต่ำที่กำหนด เพื่อช่วยลดต้นทุนการเดินรถ และสนับสนุนให้รถพุ่มพวงสามารถนำสินค้าราคาพิเศษออกไปจำหน่ายในพื้นที่ชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้รับการสนับสนุนชุดสินค้าเริ่มต้น หรือ Starter Kit เพื่อทดลองตลาดและช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มจำหน่ายสินค้า โดยรถกระบะจะได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 64 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,800 บาท รถสามล้อได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 37 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,000 บาท และรถจักรยานยนต์ได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 8 รายการ 22 ชิ้น มูลค่าประมาณ 450 บาท โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องจำหน่ายสินค้าในราคาตามที่กำหนด และมีป้ายแสดงราคาจำหน่ายตามโครงการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าจะได้รับสินค้าราคาพิเศษตามเจตนารมณ์ของโครงการ
“โครงการนี้ ไม่เพียงช่วยลดราคาสินค้าให้ประชาชน แต่ยังช่วยให้สินค้าจำเป็นเข้าถึงชุมชนได้มากขึ้น โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ไกลตลาดหรือห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้รถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชน ซึ่งเป็นกลไกเศรษฐกิจฐานรากที่ใกล้ชิดกับประชาชน โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด”นางศุภจีกล่าว
ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : 'พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน'รัฐบาลผนึก 4 ภาคส่วน ส่งสินค้าจำเป็นราคาพิเศษถึงชุมชน ลดค่าครองชีพไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ'ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน'โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมเปิดงานด้วย เมื่อวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด โดยได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงพาณิชย์
โดยกรมการค้าภายในรับผิดชอบการบริหารโครงการ ประสานผู้ผลิต กำหนดรายการและราคาสินค้าจำเป็น ขณะที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง สนับสนุนการคัดเลือกและประสานรถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชนในพื้นที่ ส่วนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สนับสนุนเครือข่ายจุดจำหน่ายและจุดกระจายสินค้า เพื่อให้สินค้าราคาพิเศษเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” มีเป้าหมายดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อให้สอดรับกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของรัฐบาลในช่วงเดียวกัน อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส โดยในระยะแรกจะดำเนินการระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน 2569 รวมระยะเวลา 30 วัน นำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น 14 รายการ จากผู้ประกอบการ 12 ราย มาจำหน่ายในราคาพิเศษผ่านช่องทางใกล้ชุมชน ทั้งรถพุ่มพวง ร้านค้าชุมชน และจุดให้บริการของไปรษณีย์ไทย เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าจำเป็นได้สะดวกขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และเพิ่มทางเลือกในการจับจ่ายสินค้าใกล้บ้าน
“รัฐบาลคาดว่า โครงการนี้จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายให้เกิดประโยชน์ครอบคลุมประชาชนไม่น้อยกว่า 4 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ 3 เดือน โดยหัวใจสำคัญของโครงการคือการนำสินค้าราคาประหยัดเข้าไปถึงพื้นที่ชุมชน ผ่านรถพุ่มพวงซึ่งเป็นช่องทางค้าปลีกเคลื่อนที่ที่ใกล้ชิดกับประชาชนอยู่แล้ว ทำให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางไกล ลดค่าใช้จ่ายทั้งค่าสินค้าและค่าเดินทาง”นายอนุทิน กล่าว
ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้รับมอบหมายให้บริหารโครงการในภาพรวม ประสานผู้ผลิต กำหนดรายการสินค้า ราคาหลักเกณฑ์การดำเนินงาน และติดตามประเมินผลโครงการ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากสินค้าราคาพิเศษอย่างแท้จริง โดยสินค้าในโครงการเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน รวม 14 รายการ ซึ่งเป็นสินค้าที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครัวเรือนได้โดยตรง
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับจุดจำหน่ายสินค้า ในเบื้องต้นจะมีรถพุ่มพวงทั่วประเทศ รวม 3,800 คัน จุดจำหน่ายผ่านไปรษณีย์จังหวัดและไปรษณีย์อำเภอ รวม 946 จุด และร้านค้าชุมชน 129 ร้าน ซึ่งจะเป็นเครือข่ายสำคัญในการนำสินค้าราคาพิเศษไปถึงมือประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน และพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงห้างค้าปลีกหรือแหล่งจำหน่ายขนาดใหญ่ได้ไม่สะดวก
ทั้งนี้ โครงการยังสนับสนุนผู้ประกอบการรถพุ่มพวงให้สามารถเข้าร่วมจำหน่ายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีมาตรการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card ของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. สำหรับรถพุ่มพวงที่ผ่านการคัดเลือก แบ่งตามขนาดรถ ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ได้รับการสนับสนุน 250 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,000 บาทต่อเดือน รถสามล้อ ได้รับการสนับสนุน 375 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,500 บาทต่อเดือน และรถกระบะ ได้รับการสนับสนุน 750 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 3,000 บาทต่อเดือน เมื่อมีการนำสินค้าไปจำหน่ายต่อตามขั้นต่ำที่กำหนด เพื่อช่วยลดต้นทุนการเดินรถ และสนับสนุนให้รถพุ่มพวงสามารถนำสินค้าราคาพิเศษออกไปจำหน่ายในพื้นที่ชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้รับการสนับสนุนชุดสินค้าเริ่มต้น หรือ Starter Kit เพื่อทดลองตลาดและช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มจำหน่ายสินค้า โดยรถกระบะจะได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 64 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,800 บาท รถสามล้อได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 37 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,000 บาท และรถจักรยานยนต์ได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 8 รายการ 22 ชิ้น มูลค่าประมาณ 450 บาท โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องจำหน่ายสินค้าในราคาตามที่กำหนด และมีป้ายแสดงราคาจำหน่ายตามโครงการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าจะได้รับสินค้าราคาพิเศษตามเจตนารมณ์ของโครงการ
ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการของภาครัฐและภาคเอกชน โดยกระทรวงมหาดไทยผ่านกรมการปกครองมีบทบาทสำคัญในการประชาสัมพันธ์ รับสมัคร และคัดเลือกรถพุ่มพวง รวมถึงร้านค้าชุมชนในพื้นที่ ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยไปรษณีย์ไทย ช่วยจัดพื้นที่จำหน่ายสินค้าและเป็นจุดรวบรวม กระจายสินค้าให้แก่รถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชน ส่วนผู้ผลิตสินค้าร่วมสนับสนุนสินค้าในราคาพิเศษ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม
“โครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดราคาสินค้าให้ประชาชน แต่ยังช่วยให้สินค้าจำเป็นเข้าถึงชุมชนได้มากขึ้น โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ไกลตลาดหรือห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้รถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชน ซึ่งเป็นกลไกเศรษฐกิจฐานรากที่ใกล้ชิดกับประชาชน กระทรวงพาณิชย์จะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด”นางศุภจี กล่าว
“รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ค้ารายย่อย รถพุ่มพวง และร้านค้าชุมชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้การกระจายสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อครัวเรือนทั่วประเทศ”นายกรัฐมนตรี กล่าว














