ขออนุมัติดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี และขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนของโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จั
ขออนุมัติดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี และขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนของโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
1. อนุมัติให้ กษ. โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี (โครงการฯ) กำหนดแผนงานโครงการ 10 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 -2579) ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 14,700 ล้านบาท
2. อนุมัติยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีที่ห้ามใช้ประโยชน์ป่าชายเลน ได้แก่ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 (เรื่อง รายงานการศึกษาสถานภาพปัจจุบันของป่าชายเลนและปะการังของประเทศ) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 (เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่ป่าชายเลน) และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543 (เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ครั้งที่ 3/2543 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่ป่าชายเลน)
สาระสำคัญของเรื่อง
1. จังหวัดเพชรบุรีประสบปัญหาอุทกภัยเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในปี 2539 ปี 2540 ปี 2546 และปี 2553 เกิดน้ำท่วมใหญ่อย่างรุนแรงจากปริมาณฝนที่ตกค่อนข้างมากและติดต่อกันหลายวัน ทำให้แม่น้ำเพชรบุรีไม่สามารถรับมวลน้ำทั้งหมดได้ ส่งผลให้น้ำล้นตลิ่งไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ราบลุ่มทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดเพชรบุรี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงห่วงใยปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี และทรงพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการฯ และรับสั่งให้กรมชลประทานพิจารณาปรับปรุงคลองชลประทานในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี ซึ่งทำหน้าที่คลองส่งน้ำให้สามารถเป็นคลองระบายน้ำได้เมื่อเกิดอุทกภัย รวมทั้งให้พิจารณาก่อสร้างอาคารระบายน้ำคันกั้นน้ำเค็มให้สามารถระบายน้ำได้ และให้พิจารณาวางแผนสร้างแหล่งเก็บกักน้ำต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ให้ราษฎรไว้ใช้ประโยชน์และเพิ่มช่องระบายน้ำผ่านถนนและคลองระบายน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมโดยด่วนต่อไป
2. ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีรับทราบการเตรียมความพร้อมโครงการฯ แล้ว กษ. โดยกรมชลประทานดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการฯ ซึ่งสรุปได้ว่าการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างถาวรจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเป็นระบบลุ่มน้ำ เนื่องจากแม่น้ำเพชรบุรีเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านตัวเมืองเพชรบุรี มีชุมชนอยู่หนาแน่น และมีการก่อสร้างพนังกั้นน้ำทั้งสองฝั่งคลองที่บริเวณพื้นที่ด้านท้ายน้ำของเขื่อนเพชร ทำให้การขุดขยายหรือปรับปรุงแม่น้ำเพชรบุรีเป็นไปได้ยาก ดังนั้น การแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่มีความเป็นไปได้และมีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด คือ การระบายน้ำผ่านการปรับปรุงลำห้วยยางและคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาไปยังคลองส่งน้ำสายเดิม ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงคลองเดิมและขุดคลองใหม่ให้สามารถระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยได้สูงสุด 350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
3. โครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี (โครงการฯ) มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี โดยมีรายละเอียดโครงการฯ ดังนี้
|
หัวข้อ |
รายละเอียด |
|
|
ลักษณะโครงการ/พื้นที่ดำเนินการ |
(1) งานปรับปรุงคลองเดิมและขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ : มีจุดเริ่มต้นโครงการฯ (จุดรับน้ำ) อยู่ที่บริเวณเขื่อนเพชร ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี และจุดสิ้นสุดโครงการฯ (จุดระบายน้ำ) อยู่ที่บริเวณตำบลบางเก่า และตำหนองศาลา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี รวมระยะทาง 38.92 กิโลเมตรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำได้สูงสุด 350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (2) งานเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำเขื่อนแก่งกระจาน (ดำเนินการก่อสร้างระบบท่อระบายน้ำฉุกเฉินเพื่อเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำ) |
|
|
ระยะเวลา |
10 ปี ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 -2579 |
|
|
วงเงินงบประมาณ |
จำนวน 14,700 ล้านบาท ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (28 เมษายน 2569) อนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ของโครงการฯ รายการปรับปรุงคลองระบายน้ำ D1 พร้อมอาคารประกอบ สัญญาที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 -2573 วงเงิน 2,460 ล้านบาทแล้ว |
|
|
ประโยชน์ที่จะได้รับ |
(1) ช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ประมาณ 33,690 ไร่ สามารถลดความเสียหายจากอุทกภัยได้ประมาณร้อยละ 50 และคิดเป็นมูลค่าเศรษฐกิจตลอดอายุโครงการประมาณ 54,092.20 ล้านบาท หรือประมาณปีละ 1,081.84 ล้านบาท (2) เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการเกษตรสำหรับพื้นที่อำเภอท่ายางและอำเภอชะอำ ในฤดูฝนประมาณ 4,000 ไร่ ในฤดูแล้งประมาณ 2,000 ไร่ (3) เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการเกษตร การอุปโภค-บริโภค ในเขตพื้นที่อำเภอ ท่ายางและอำเภอชะอำโดยมีปริมาณน้ำกักเก็บในคลองระบายน้ำหลากความจุประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร |
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยกรมชลประทาน อยู่ระหว่างขออนุญาตใช้พื้นที่ของกรมทางหลวง (ทล.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) (ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่และออกแบบประมาณราคาโครงสร้างสะพานข้ามระบบชลประทานในบริเวณที่กระทบต่อเขตก่อสร้างโครงการชลประทาน ทั้งนี้ เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว กรมชลประทานจะโอนจัดสรรงบประมาณให้ ทล. และ รฟท. เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป) และเนื่องจากบริเวณพื้นที่ระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยเป็นพื้นที่ป่าชายเลน ตามมติคณะรัฐมนตรี (วันที่ 23 กรกฎาคม 2534 22 สิงหาคม 2543 และ 17 ตุลาคม 2543) ซึ่งห้ามทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน (โครงการดังกล่าวใช้พื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 162 ไร่) กษ. (กรมชลประทาน) จึงต้องขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เพื่อเข้าใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนโดยหากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในครั้งนี้ กษ. (กรมชลประทาน) จะดำเนินการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าชายเลนต่อกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ต่อไป ทั้งนี้ กษ. แจ้งว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับการปลูกป่าทดแทนที่ต้องจัดสรรให้กับ ทช. ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 อยู่ภายใต้กรอบวงเงินโครงการฯ แล้ว
4. คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 มีมติเห็นชอบโครงการฯ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเร่งรัดการจัดหาที่ดินตามแผน และวางแผนการขอรับการจัดสรรงบประมาณและดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จตามแผนงานที่กำหนดอย่างเคร่งครัด และ กษ. ได้ดำเนินการขอความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนต่อ ทส. ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 ซึ่ง ทส. ไม่ขัดข้อง (ตามหนังสือ ทส. ที่ ทส. 0406/1996 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2567) โดยให้ กษ. เสนอข้อยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการห้ามใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน และดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 ต่อไป
5. กระทรวงคมนาคม (คค.) ทส. กระทรวงมหาดไทย (มท.) สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พิจารณาแล้วเห็นควรอนุมัติในหลักการ/ไม่ขัดข้อง
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 5 สิงหาคม 2569
g10














