การจัดทำปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงศึกษาธิการ กิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
การจัดทำปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงศึกษาธิการ กิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงศึกษาธิการ กิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (เยอรมนี) (ร่างปฏิญญาร่วมฯ) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างปฏิญญาร่วมฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ ก่อนลงนาม ศธ. จะหารือกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ศธ. และกระทรวงศึกษาธิการและการวิจัยเยอรมนี (ปัจจุบัน คือ กระทรวงศึกษาธิการ กิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชนเยอรมนี) ได้ร่วมลงนามปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม (ปฏิญญาร่วมฯ ปี 2558) เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2558 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันความร่วมมือในการพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษาของไทย พัฒนาการเรียนการสอนในสายอาชีวศึกษาที่ผสมผสานการฝึกงานในสถานประกอบการอย่างเป็นระบบ รวมถึงการมุ่งเน้นการพัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และนักศึกษา ให้มีสมรรถนะเทียบเท่ามาตรฐานอาชีวศึกษาระดับสากล ทั้งนี้ ปฏิญญาร่วมดังกล่าวได้สิ้นสุดผลบังคับใช้ เมื่อปี 2561 (มีผลบังคับใช้ 3 ปี)
2. ศธ. ได้หารือกับกระทรวงศึกษาธิการ กิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชน เยอรมนี เพื่อจัดทำร่างปฏิญญาร่วมฯ ให้สอดคล้องกับบริบทในยุคปัจจุบัน มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดกรอบความร่วมมือในการร่วมกันพัฒนาการจัดการด้านอาชีวศึกษา และการฝึกอบรมวิชาชีพซึ่งครอบคลุมกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะด้านการศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ การพัฒนาศักยภาพและทักษะการสอนของครูและบุคลากรทางการศึกษา การแลกเปลี่ยนข้อมูล ตลอดจนการจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อกำกับดูแล ติดตาม และขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้ร่างปฏิญญาร่วมฯ
3. ประโยชน์ที่จะได้รับ
การจัดทำปฏิญญาร่วมฯ จะเป็นกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาและการจัดการด้านอาชีวศึกษา รวมทั้งพัฒนาศักยภาพและทักษะการสอนของครู และบุคลากรทางการศึกษาร่วมกัน เช่น (1) การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการแนะแนวอาชีพจะช่วยผู้เรียนและแรงงานสามารถปรับตัวเข้ากับความต้องการทักษะที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (2) สามารถยกระดับและพัฒนาหลักสูตรตามความต้องการของตลาดแรงงาน (3) ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน ทักษะการสอน และยกระดับการศึกษาวิชาชีพให้สูงขึ้น (4) ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เช่น องค์กร หอการค้า สถานศึกษา และบริษัทเอกชนของทั้งสองประเทศ
4. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) พิจารณาแล้วเห็นว่า สาระสำคัญของร่างปฏิญญาร่วมฯ เป็นการแสดงเจตจำนงที่จะร่วมมือกันในด้านอาชีวศึกษา และการฝึกอบรม โดยมิได้มีการใช้ถ้อยคำที่มุ่งหมายให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ และความในข้อ 6 (1) ของร่างปฏิญญาร่วมฯ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ปฏิญญาร่วมฯ ฉบับนี้มิได้มุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดสนธิสัญญาระหว่างประเทศ หรือสร้างสิทธิหรือพันธกรณีใด ๆ ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม) 8 กันยายน 2569
g22














