ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ....

Category: มติ ครม.
Published on Thursday, 06 August 2026 06:47
Hits: 98

 

ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ....

 

Gov 4

 

          คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับความเห็นของกระทรวงมหาดไทย และข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

          สาระสำคัญของร่างประกาศ

          1. ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2563 ซึ่งออกตามความในมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 กำหนดให้พื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นพื้นที่ที่ใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ และมีระยะเวลาการใช้บังคับ 5 ปี (ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 ถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568) ต่อมาได้มีประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2563 พ.ศ. 2568 ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศดังกล่าวต่อไปอีก 2 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดระยะเวลาการใช้บังคับในวันที่ 24 กรกฎาคม 2570 ประกอบกับจังหวัดชลบุรีมีความหลากหลายและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทำให้ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอย่างรวดเร็วจนเกินขีดความสามารถของพื้นที่ที่จะรองรับได้ จึงส่งผลกระทบและนำมาซึ่งความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากการดำเนินการ อาทิ การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การใช้ประโยชน์ที่ดินบนพื้นที่สูง

          2. เพื่อให้ยังคงมีการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดชลบุรีอย่างต่อเนื่องและป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากการขยายตัวของชุมชน และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทส. จึงได้เสนอร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. .... โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

 

ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี .. 2563

 

ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี .. ....

 

เหตุผลในการปรับปรุง

1. คำนิยาม

• กำหนดนิยามคำว่า “แนวชายฝั่งทะเล” หมายความว่า แนวที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุดตามปกติทางธรรมชาติ

 

• กำหนดนิยามคำว่า “แนวชายฝั่งทะเล” หมายความว่า แนวที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุดตามปกติทางธรรมชาติตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร

 

เพิ่มเติมท้ายคำนิยามเพื่อให้เกิดความชัดเจนในแนวปฏิบัติ โดยอ้างอิงมาจากกฎหมายควบคุมอาคาร

2. พื้นที่ที่ให้ใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

• ให้พื้นที่ที่ได้มีการกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์ เขตผังเมืองรวม และเขตควบคุมมลพิษ ของอำเภอบางละมุงและอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีเป็นเขตพื้นที่ที่ให้ใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศนี้

 

• ให้พื้นที่ที่ได้มีการกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์ เขตผังเมืองรวม เขตควบคุมอาคาร และเขตควบคุมมลพิษของอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นเขตพื้นที่ที่ให้ใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศนี้

 

- ปรับแก้ไขมาตรการ โดยเพิ่มเขตควบคุมอาคาร เพื่อให้ครอบคลุมการใช้ฐานกฎหมายที่ใช้ในพื้นที่ คือ 

1) กฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2519) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้าง พุทธศักราช 2479 

2) กฎกระทรวงฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2521) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้าง พุทธศักราช 2479

- คงไว้เฉพาะอำเภอบางละมุงเนื่องจากที่ผ่านมาไม่พบความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อำเภอสัตหีบ

• ให้จำแนกพื้นที่ออกเป็น 2 บริเวณ ได้แก่

- บริเวณที่ 1 ได้แก่ พื้นที่บนแผ่นดิน ใหญ่ และพื้นที่เกาะล้าน เกาะครก และเกาะสาก

- บริเวณที่ 2 ได้แก่ พื้นที่น่านน้ำทะเล

 

• ให้จำแนกพื้นที่ออกเป็น 2 บริเวณ ได้แก่

- บริเวณที่ 1 ได้แก่ พื้นที่บนแผ่นดิน ใหญ่ และพื้นที่เกาะล้าน เกาะครก และเกาะสาก

- บริเวณที่ 2 ได้แก่ พื้นที่น่านน้ำทะเล

 

- คงข้อความเดิม

3. มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

ห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารใด ให้เป็นอาคาร ดังต่อไปนี้

(1) โรงงานทุกประเภทหรือทุกชนิดตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน เว้นแต่พื้นที่ด้านตะวันออกของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) ให้มีได้เฉพาะโรงงานตามประเภทชนิด หรือจำพวกที่กำหนดไว้ใน บัญชี 1 ท้ายประกาศนี้ ทั้งนี้ โรงงานดังกล่าว ต้องมีเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ เพื่อควบคุมมลพิษ หรือแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

 

การก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารใด เป็นโรงงานทุกประเภทหรือทุกชนิดตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ต้องจัดให้มี

(1) เครื่องจักรหรืออุปกรณ์เพื่อควบคุมมลพิษหรือแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

 

- ปรับแก้ไขมาตรการให้สอดคล้องกับหลักการเดียวกับประกาศพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่เพื่อลดความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่ใช้ในพื้นที่ โดยให้มีมาตรการส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่ประกอบกิจการโรงงาน โดยการกำหนดให้มีที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ พื้นที่สีเขียวและการปลูกไม้ยืนต้น โดยให้ใช้ข้อกำหนดตามกฎหมายที่ใช้บังคับในพื้นที่ ซึ่งมีข้อห้ามในเรื่องการก่อสร้างโรงงาน รวมทั้งห้ามการเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดเพื่อการค้าที่อาจก่อเหตุรำคาญ คือ 

1) กฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2519) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้าง พุทธศักราช 2479

2) กฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2521) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างพุทธศักราช 2479

3) ประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่องแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินและแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2562

และ 4) ข้อกำหนดตามผังเมืองรวมเมืองบางละมุง จังหวัดชลบุรี

- เสนอตัดออกเนื่องจากมีกฎหมายที่ใช้บังคับกับกรณีดังกล่าวอยู่แล้วได้แก่ กฎกระทรวง (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 ซึ่งสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตั้งสุสานและฌาปนสถาน

(2) อาคารปศุสัตว์เพื่อการค้า เว้นแต่อาคารปศุสัตว์เพื่อการค้าที่มีพื้นที่ทุกชั้นในหลังเดียวกันหรือหลายหลังรวมกันไม่เกิน 200 ตารางเมตร โดยต้องมีระยะห่างจากแนวชายฝั่งทะเลไม่น้อยกว่า 1,000 เมตร และมีระยะห่างจากแหล่งน้ำสาธารณะหรือบ่อน้ำ เพื่อการบริโภคไม่น้อยกว่า 30 เมตร รวมทั้งมีบ่อกรองและบ่อบำบัดมูลสัตว์และน้ำเสีย ตลอดจนต้องมีมาตรการควบคุมการปล่อยทิ้งของเสียให้เป็นไปตามมาตรฐานของทางราชการด้วย   (2) ที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ว่างตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารหรือกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง และมีพื้นที่สีเขียว ซึ่งมีไม้ยืนต้นเป็นองค์ประกอบหลักไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่น้ำซึมผ่านได้  
(3) ฌาปนสถาน เว้นแต่เป็นการ ก่อสร้างทดแทนฌาปนสถานที่มีอยู่เดิมบนพื้นที่เดิม โดยต้องมีเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เพื่อควบคุมมลพิษหรือแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด   ตัดออก  

การก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารใด ให้เป็นไปตามพื้นที่และหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(1) พื้นที่ที่วัดจากแนวชายฝั่งทะเลเข้าไปในแผ่นดินเป็นระยะ 20 เมตร ห้ามก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารใด ๆ เว้นแต่อาคาร ดังต่อไปนี้

       (ก) อาคารที่เป็นองค์ประกอบของระบบสาธารณูปโภคที่มีความสูงไม่เกิน4 เมตร พื้นที่อาคารรวมกันไม่เกิน 24 ตารางเมตร มีพื้นที่อาคารคลุมดินต่อหลังไม่เกิน 6 ตารางเมตรและต้องมีพื้นที่ว่างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคาร

       (ข) อาคารของส่วนราชการเพื่อรักษาความปลอดภัยเพื่ออำนวยความสะดวกหรือเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวโดยต้องมีความสูงไม่เกิน 4 เมตร พื้นที่อาคารรวมกันไม่เกิน 24 ตารางเมตร มีพื้นที่อาคารคลุมดินต่อหลังไม่เกิน 6 ตารางเมตรและต้องมีพื้นที่ว่างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคาร

       (ค) อาคารที่เป็นองค์ประกอบของระบบป้องกันและบรรเทาอุทกภัยซึ่งดำเนินการโดยส่วนราชการรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐโดยต้องได้รับความเห็นจากคณะกรรมการตามข้อ 13

       (ง) โครงสร้างเสาสัญญาณเตือนภัย โดยต้องได้รับความเห็นจากคณะกรรมการตามข้อ 13 เพื่อนำไปประกอบการขออนุญาต

(2) พื้นที่ที่วัดจากระดับน้ำทะเลปานกลางเข้าไปในแผ่นดินเป็นระยะ 100 เมตร ให้ทำได้เฉพาะอาคารที่มีความสูงไม่เกิน 14 เมตร และต้องมีที่ว่างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารและมีพื้นที่สีเขียวไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของที่ว่าง

 

การก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารใด ให้เป็นไปตามพื้นที่และหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(1) พื้นที่ที่วัดจากแนวชายฝั่งทะเลเข้าไปในแผ่นดินเป็นระยะ 20 เมตร ห้ามก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารใด ๆ เว้นแต่อาคาร ดังต่อไปนี้

       (ก) อาคารที่เป็นองค์ประกอบของระบบสาธารณูปโภค ระบบบำบัดน้ำเสีย อาคารเพื่ออำนวยความสะดวก หรือเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ซึ่งดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐ โดยต้องได้รับความเห็นจากจังหวัดชลบุรีและต้องมีความสูงไม่เกิน 4 เมตร

       (ข) อาคารที่เป็นองค์ประกอบของระบบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและอาคารเพื่อรักษาความปลอดภัย ซึ่งดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐโดยต้องได้รับความเห็นจากจังหวัดชลบุรี

       (ค) โครงสร้างเสาสัญญาณเตือนภัย โดยต้องได้รับความเห็นจากจังหวัดชลบุรี เพื่อนำไปประกอบการขออนุญาต

(2) พื้นที่ที่วัดจากระดับน้ำทะเลปานกลางเข้าไปในแผ่นดินเป็นระยะ 100 เมตร ให้ทำได้เฉพาะอาคาร ที่มีความสูงไม่เกิน 14 เมตร และต้องมีที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ว่างตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารหรือกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง และมีพื้นที่สีเขียวที่เป็นไม้ยืนต้นเป็นองค์ประกอบหลักไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ว่างน้ำซึมผ่านได้

 

- ปรับมาตรการเพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบันที่ในระยะดังกล่าวควรเป็นพื้นที่ให้มีได้เฉพาะอาคารของส่วนราชการเพื่อความปลอดภัย และเพื่อประโยชน์สาธารณะ

(3) พื้นที่บนเกาะล้าน เกาะครกและเกาะสาก ให้ทำได้เฉพาะอาคาร ที่มีความสูงไม่เกิน 9 เมตร และต้องมีพื้นที่ว่างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคาร และมีพื้นที่สีเขียวไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของที่ว่าง

 

(3) พื้นที่บนเกาะล้าน เกาะครกและเกาะสาก ให้ทำได้เฉพาะอาคาร ที่มีความสูงไม่เกิน 9 เมตร และต้องมีที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ว่างตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารหรือกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองและมีพื้นที่สีเขียวที่เป็นไม้ยืนต้นเป็นองค์ประกอบหลักไม่น้อยกว่าร้อยละ50 ของพื้นที่ว่างน้ำซึมผ่านได้

 

- เนื่องจากพื้นที่ทั้ง 3 เกาะ ดังกล่าวมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงมาก จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งการอพยพย้ายถิ่นประชากรแฝงและการท่องเที่ยวจึงเกิดปัญหาความเสื่อมโทรม ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมากและมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น จึงจำเป็นต้องกำหนดความสูงที่ระดับ 9 เมตร เพื่อเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของพื้นที่ให้คงความสมดุลให้มากที่สุด

- ปรับมาตรการเพื่อส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อมในการกำหนดสัดส่วนเกี่ยวกับพื้นที่น้ำซึมผ่านได้และพื้นที่สีเขียวที่เป็นไม้ยืนต้น เพื่อให้พื้นที่ว่างตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารหรือกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองมีการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม

(4) พื้นที่ที่มีความลาดชันตั้งแต่ร้อยละ 20 ถึงร้อยละ 35 ให้ก่อสร้าง หรือดัดแปลงอาคารได้ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

       (ก) พื้นที่บนแผ่นดินใหญ่ให้ทำได้เฉพาะอาคารประเภทบ้านเดี่ยวหรืออาคารเดี่ยวที่มีความสูงไม่เกิน 12 เมตร

       (ข) พื้นที่บนเกาะล้าน เกาะครกและเกาะสาก ให้ทำได้เฉพาะอาคาร ที่มีความสูงไม่เกิน 9 เมตร 

       ในกรณีที่ขนาดของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาตตาม (ก) และ (ข) มีเนื้อที่ตั้งแต่ 100 ตารางวาขึ้นไป ให้มีพื้นที่อาคารคลุมดินต่อหลังไม่เกิน 90 ตารางเมตร มีที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาต และมีพื้นที่สีเขียวไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของที่ว่าง สำหรับกรณีที่ขนาดของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาตมีเนื้อที่น้อยกว่า 100 ตารางวา ให้มีพื้นที่อาคารคลุมดินต่อหลังไม่เกิน 70 ตารางเมตร และมีที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาต และมีพื้นที่สีเขียวไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของที่ว่าง ทั้งนี้ ที่ว่างของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาตทั้งสองกรณีต้องมีไม้ยืนต้นที่เป็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่นเป็นองค์ประกอบหลัก

ฯลฯ

 

(4) พื้นที่ที่มีความลาดชันตั้งแต่ร้อยละ 20 ถึงร้อยละ 35 ให้ก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารได้ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

       (ก) พื้นที่บนแผ่นดินใหญ่ให้ทำได้เฉพาะอาคารประเภทบ้านเดี่ยวหรืออาคารเดี่ยวที่มีความสูงไม่เกิน 12 เมตร

       (ข) พื้นที่บนเกาะล้าน เกาะครกและเกาะสาก ให้ทำได้เฉพาะอาคาร ที่มีความสูงไม่เกิน 9 เมตร

       ในกรณีที่ขนาดของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาตตาม (ก) และ (ข) มีเนื้อที่ตั้งแต่ 100 ตารางวาขึ้นไปให้มีพื้นที่ อาคารคลุมดินต่อหลังไม่เกิน 90 ตารางเมตร และต้องมีที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ว่างตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารหรือกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง และมีพื้นที่สีเขียวที่เป็นไม้ยืนต้นเป็นองค์ประกอบหลักไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ สำหรับกรณีที่ขนาดของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาตมีเนื้อที่น้อยกว่า 100 ตารางวา ให้มีพื้นที่อาคารคลุมดินต่อหลังไม่เกิน 70 ตารางเมตร และต้องมีที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ว่างตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารหรือกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง และมีพื้นที่สีเขียวที่เป็นไม้ยืนต้นเป็นองค์ประกอบหลักไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ว่างน้ำซึมผ่านได้

ฯลฯ

 

การวัดความสูงของอาคารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

ฯลฯ

(4) กรณีที่พื้นดินเป็นเชิงลาดให้วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้าง ณ จุดที่ต่ำที่สุดของอาคารหลังนั้นการวัดความสูงของอาคารให้วัดจากระดับตามวรรคหนึ่งขึ้นไปในแนวดิ่งถึงส่วนที่สูงที่สุดของอาคาร สำหรับอาคารทรงจั่วหรือปั้นหยาให้วัดถึงยอดผนังของชั้นสูงสุด

 

การวัดความสูงของอาคารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

ฯลฯ

(4) กรณีที่พื้นดินเป็นเชิงลาดหรือมีการปรับระดับพื้นดินบนพื้นที่เชิงลาด ให้วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้าง ณ จุดที่ต่ำที่สุดของพื้นที่ใช้สอยของอาคารหลังนั้น

       การวัดความสูงของอาคารให้วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้างถึงพื้นดาดฟ้า สำหรับอาคารทรงจั่วหรือปั้นหยาให้วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้างถึงยอดผนังชั้นสูงสุด

       การวัดความสูงของอาคารในบริเวณที่มีกฎหมายกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารให้วัดจากระดับพื้นดินถึงส่วนที่สูงที่สุดของอาคาร

 

- ปรับมาตรการวัดความสูงเพื่อให้สอดคล้องประกาศกระทรวงฉบับ อื่น ที่ สคก. ได้ ตรวจพิจารณาแล้ว เพื่อเป็นการควบคุมความสูงของอาคารในพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม

การก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารเป็นโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม อาคารอยู่อาศัยรวมตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร หรืออาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด ที่อยู่ห่างจากแนวชายฝั่งทะเลเกินกว่า 50 เมตร หรืออยู่ห่างจากแนวชายเกาะเกินกว่า 50 เมตร กรณีที่เกาะนั้นไม่มีแนวชายฝั่งทะเล และมีจำนวนห้องพักตั้งแต่ 10 ห้อง ถึง 29 ห้อง ต้องดำเนินการตามข้อกำหนดท้ายประกาศนี้

 

การก่อสร้าง ดัดแปลง ซึ่งเป็นการขยายขนาดหรือเพิ่มจำนวนห้องพัก หรือเปลี่ยนการใช้อาคารเป็นโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมอาคารอยู่ อาศัยรวมตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร อาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด ที่อยู่ห่างจากแนวชายฝั่งทะเลเกินกว่า 50 เมตร หรืออยู่ห่างจากแนวชายเกาะเกิน 50 เมตรกรณีที่เกาะนั้นไม่มีชายฝั่งทะเลและมีจำนวนห้องพักตั้งแต่ 11 ห้อง ถึง 49 ห้อง ต้องดำเนินการตามข้อกำหนดท้ายประกาศนี้

 

- ปรับจำนวนห้องเพื่อให้สอดคล้องและรองรับกับการปรับการกำหนดให้จำนวนห้องที่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นสำหรับกรณีการก่อสร้างดัดแปลงขยายหรือเพิ่มจำนวนห้องพักของโรงแรมอาคารอยู่อาศัยรวม และอาคารชุดที่มีจำนวนห้องพักตั้งแต่ 11 – 49 ห้อง เพื่อป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่หากไม่มีการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น

• ก่อนการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคาร หรือดำเนินโครงการหรือประกอบกิจการกรณีที่โรงแรม อาคารอยู่อาศัยรวม อาคารชุด ที่มีห้องพักต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นตั้งแต่ 30 ห้อง ถึง 79 ห้อง หรือพื้นที่ใช้สอยของทุกอาคารรวมกันตั้งแต่ 1,500ตารางเมตร แต่ไม่ถึง 4,000 ตารางเมตร รวมทั้งต้องทำจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมกรณีที่อยู่ห่างแนวชายฝั่งไม่เกิน 50 เมตร หรือตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป

 

• ก่อนการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคาร หรือดำเนินโครงการหรือประกอบกิจการกรณีที่โรงแรม อาคารอยู่อาศัยรวม อาคารชุด ที่มีห้องพัก ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นตั้งแต่ 50 ห้อง ถึง 79 ห้อง หรือพื้นที่ใช้สอยของทุกอาคารรวมกันตั้งแต่ 2,500 ตารางเมตร แต่ไม่ถึง 4,000 ตารางเมตร รวมทั้งต้องทำจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรณีที่อยู่ห่างแนวชายฝั่งไม่เกิน 50 เมตร หรือตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไปหรือมีพื้นที่ใช้สอยของทุกอาคารรวมกันตั้งแต่ 4,000 ตารางเมตรขึ้นไป

 

- ปรับมาตรการเรื่องการทำรายงาน IEE และ EIA ในภาพรวมใหม่ เพื่อให้สอดคล้องประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่อง กำหนดโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการ ซึ่งต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2566

4. กลไกการจัดการ การกำกับดูแล และติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

• เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมจังหวัดชลบุรี

 

• ให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชลบุรี ทำหน้าที่ดูแล ติดตาม ตรวจสอบ ประสานและให้คำแนะนำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรการคุ้มครอง สิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามประกาศนี้ รวมทั้งจัดทำรายงานผลการดำเนินงานเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

 

- เนื่องจาก สคก. ได้พิจารณาแล้วว่าการกำหนดให้มีคณะกรรมการกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมไว้ในประกาศกระทรวงฯ นั้น มิใช่การกำหนดมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และไม่สอดคล้องกับมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 โดยการตัดกลไกการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับออก เพื่อให้สอดคล้องตามข้อสังเกตของ สคก. และพัฒนากลไกการจัดการ การกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในส่วนหน้าที่อำนาจตามกฎหมายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชลบุรี

5. ระยะเวลาบังคับใช้

• ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และมีระยะเวลาบังคับใช้ 5 ปี นับแต่วันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ

 

• ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และมีระยะเวลาบังคับใช้
5 ปี นับแต่วันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ

 

- คงหลักการเดิม

 

          2. ในคราวประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกับร่างประกาศดังกล่าว

          3. ทส. ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีการตราร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่ต้องจัดให้มีแผนที่ท้าย) โดยกรมการปกครองได้ตรวจสอบแผนที่ท้ายประกาศฯ แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับคำบรรยายในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดเขตตำบลในท้องที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2540 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดเขตตำบล ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับเมืองพัทยาได้ตรวจสอบแล้วว่าขอบเขตพื้นที่การปกครองเมืองพัทยาเป็นไปตามแผนที่ท้ายพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2521

          4. ทส. ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศดังกล่าวผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงานนโยบายฯ (www.onep.go.th) และผ่านเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) ระหว่างวันที่ 1 – 31 ธันวาคม 2567 รวม 31 วัน รวมทั้งได้นำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ดังกล่าวแล้ว 

 

 

(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 5 สิงหาคม 2569

 

 

g5

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100