ข้อเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560
ข้อเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ของสภาเกษตรกรแห่งชาติ รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้พิจารณาในประเด็นความเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และให้รับความเห็นสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาเพื่อดำเนินการตามความจำเป็นเหมาะสมต่อไปด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ข้อเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 เพื่อให้การบังคับใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวสามารถคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของเกษตรกรได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพื่อขยายขอบเขตความคุ้มครองทางกฎหมายให้ครอบคลุมรูปแบบการเอารัดเอาเปรียบหรือการฉ้อโกงที่หลากหลาย รวมทั้งเสริมสร้างกลไกกำกับดูแลทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ ตลอดจนยกระดับระบบเกษตรพันธสัญญาให้เป็นกลไกขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมที่ยั่งยืนโดยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ ได้แก่
|
ข้อเสนอของสภาเกษตรกรแห่งชาติ |
||
|
1) แก้ไขเพิ่มเติมนิยาม คำว่า ระบบเกษตรพันธสัญญา |
กำหนดให้รวมถึงธุรกิจที่ระดมทุนเพื่อการผลิตทางการเกษตรที่มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจการผลิต แปรรูป จำหน่ายหรือการส่งออกผลิตผลทางการเกษตร หรือให้บริการด้านระบบการผลิตสินค้า หรือปัจจัยการผลิตทางการเกษตรในระบบเกษตรพันธสัญญาด้วย เพื่อให้ครอบคลุมกับระบบสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตรในปัจจุบันที่มีการทำสัญญาระดมทุนร่วมหุ้นเพื่อการผลิตทางการเกษตร รวมทั้งเสนอให้นิยามคำอื่น ๆ ที่สำคัญ เช่น การลงทุนทางการเกษตร นายทะเบียน เงินประกันสัญญา |
|
|
2) แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา |
เช่น ให้มีอำนาจกำหนดแนวทางหรือมาตรการในการกำกับ ควบคุมตรวจสอบ และติดตามการทำสัญญาและการปฏิบัติตามสัญญา (เดิม ไม่มี) และให้มีอำนาจทำการแจ้งเตือน แนะนำ สั่งให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่มีรายงานว่าคู่สัญญามีการกระทำหรือพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงที่จะกระทำฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ (เดิม มีอำนาจในการออกประกาศให้ทราบถึงพฤติกรรมที่มีการฝ่าฝืนแล้วเท่านั้น) เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของเกษตรยิ่งขึ้น |
|
|
3) การเพิ่มเติมให้มี “คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาจังหวัด” และ “นายทะเบียนเกษตรพันธสัญญาจังหวัด” |
เพื่อกระจายอำนาจและภารกิจสู่ระดับจังหวัด (เดิม ไม่มี) |
|
|
4) การกำหนดขอบเขตนายทะเบียนในการออกใบรับรอง |
เนื่องจากข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมนี้กำหนดให้มีนายทะเบียนเกษตรพันธสัญญาจังหวัดขึ้น จึงต้องมีการกำหนดขอบเขตในการออกใบรับรองระหว่างนายทะเบียนเกษตรพันธสัญญาจังหวัดกับนายทะเบียนเกษตรพันธสัญญาแห่งชาติ (เดิม ไม่มี) |
|
|
5) แก้ไขเพิ่มเติมการทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา |
เช่น การกำหนดให้นายทะเบียนผู้ประกอบการและผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดหรือผู้แทนสำนักงานอัยการจังหวัดต้องให้ความรู้ ความเข้าใจข้อความที่ระบุในสัญญารวมทั้งสิทธิต่าง ๆ ของเกษตรกรที่ สามารถดำเนินการได้ตามสัญญา ตลอดจนให้คำแนะนำปรึกษาแก่เกษตรกรในการเพิ่มเติมสัญญาหรือการบอกเลิกสัญญา (เดิม ไม่ได้กำหนด) เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจข้อความและเงื่อนไขต่าง ๆ ก่อนที่จะลงนามในสัญญา อันเป็นการลดความเสียเปรียบในการทำสัญญาของเกษตรกร |
|
|
6) เพิ่มข้อตกลงหรือเงื่อนไขในสัญญาที่ไม่มีผลใช้บังคับ |
โดยเพิ่มกรณีเป็นเกษตรพันธสัญญาเกี่ยวกับการระดมทุน ให้ถือว่าการลดจำนวนเงินปันผล และการงดจ่ายเงินคืนผลประโยชน์ หรือให้เพิ่มทุนเป็นข้อตกลงหรือเงื่อนไขที่ไม่มีผลบังคับใช้ในสัญญา |
|
|
7) เพิ่มอำนาจของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา |
โดยให้มีอำนาจยึดหลักทรัพย์ค้ำประกันสัญญาเพื่อนำมาเยียวยาเกษตรกรในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรไม่ปฏิบัติตามสัญญาจนเกิดความเสียหายต่อเกษตรกร |
|
|
8) แก้ไขเพิ่มเติมกรณีการบอกเลิกสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา ก่อนสิ้นกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา |
โดยกำหนดเพิ่มให้การบอกเลิกสัญญาต้องกระทำร่วมกันระหว่างคู่สัญญาต่อหน้านายทะเบียนเกษตรพันธสัญญา เพื่อลดโอกาสการบอกเลิกสัญญาที่ทำให้เกษตรกรเสียเปรียบ |
|
|
9) เพิ่มให้มีการกำหนดผู้รับผิดชอบในการไกล่เกลี่ยกรณีที่การพิพาทครอบคลุมหลายพื้นที่ หรือพื้นที่ข้อพิพาทกระจายอยู่ทุกภูมิภาค |
เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรมีกรณีที่ทำสัญญาในลักษณะเดียวกันข้ามเขตหลายพื้นที่ |
|
|
10) แก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษ |
โดยเพิ่มให้มีการยึดหลักทรัพย์ประกันสัญญา หากผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือให้ยึดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและให้ตกเป็นของแผ่นดิน หากมีกรณีศาลพิจารณาคดีแล้ว หรือผู้ก่อความเสียหายหนีคดีและเข้าข่ายเป็นการฉ้อโกง เอารัดเอาเปรียบเกษตรกร มีมูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท |
|
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 5 สิงหาคม 2569
g6














