ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 เรื่อง โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) รายบุคคลระดับอุดมศึกษาสำหรับการวางแผนและพัฒนากำลังคนของประเทศ

Category: มติ ครม.
Published on Thursday, 10 September 2026 07:57
Hits: 335

 

ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 เรื่อง โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) รายบุคคลระดับอุดมศึกษาสำหรับการวางแผนและพัฒนากำลังคนของประเทศ

 

Gov 8

 

          คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 ในส่วนของการปรับปรุงชื่อโครงการ ระยะเวลาดำเนินการ รายละเอียดโครงการ และวงเงินงบประมาณ และขออนุมัติเปลี่ยนแปลงรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จากโครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) รายบุคคลระดับอุดมศึกษาสำหรับการวางแผนและพัฒนากำลังคนของประเทศ ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี (พ.ศ. 2569 - 2572) โดยใช้งบดำเนินงาน วงเงินงบประมาณรวม 5,413.75 ล้านบาท เป็นโครงการพัฒนาระบบการเรียนรู้และทักษะรายบุคคล เพื่อยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศไทย (Thailand Future SkillMap) ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี (พ.ศ. 2569 - 2574) โดยใช้งบดำเนินงานและงบเงินอุดหนุน วงเงินงบประมาณรวม 4,500 ล้านบาท ตามที่กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ 

          สาระสำคัญของเรื่อง 

          อว. รายงานว่า

          1. อว. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงการดำเนินการโครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะฯ (คณะกรรมการปรับปรุงการดำเนินการฯ) เพื่อทบทวนแนวทางการดำเนินโครงการเดิมให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายพัฒนากำลังคนทักษะสูงในอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ ตลอดจนเกิดการบูรณาการการดำเนินงานระหว่างกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากำลังคนของประเทศ ประกอบกับคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร มีความเห็นและข้อสังเกต ต่อโครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะฯ เช่น (1) ควรใช้องค์ความรู้และบุคลากรภายใน อว. หรือมหาวิทยาลัยในการพัฒนาระบบส่วนแกนหลัก (Core System) และเน้นการเชื่อมโยงระบบ API (Application Programming Interface) กับแพลตฟอร์มที่มีอยู่เดิม เช่น Thai MOOC (2) ผู้บริหารระดับสูงของ อว. และ ศธ. ควรบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อให้แพลตฟอร์มเชื่อมต่อกันได้จริงและป้องกันการลงทุนซ้ำซ้อน รวมทั้งคณะกรรมการจัดทำร่างขอบเขตของงานและกำหนดราคากลางเห็นควรให้ปรับปรุงแก้ไขประเด็นต่าง ๆ อันเนื่องมาจากผลการประชาพิจารณ์ร่างขอบเขตของงาน (Term of Reference: TOR) เช่น ควรเพิ่มการจัดทำแผนด้านความยั่งยืนและโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลแบบเปิด (Open Data Infrastructure) ควรเพิ่มการทดสอบการใช้งานระบบโดยผู้ใช้งานจริง ดังนั้น คณะกรรมการปรับปรุงการดำเนินการฯ จึงได้มีมติเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 รับทราบการยกเลิกร่าง TOR ฉบับเดิม และมีมติเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เห็นชอบข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงขอบเขตการดำเนินงานและกรอบงบประมาณของโครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะฯ โดยผูกพันระยะเวลา 5 ปี และมอบหมายสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอนให้สอดคล้องกับข้อเสนอแนะจากที่ประชุม เช่น ควรปรับข้อเสนอให้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ยกกำลังสอง (Thailand2) และนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาข้อเสนอโครงการที่ปรับปรุงใหม่ต่อไป และต่อมาสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติได้ปรับชื่อโครงการเป็น “โครงการพัฒนาระบบการเรียนรู้ฯ” และขยายระยะเวลาดำเนินโครงการจากเดิม 4 ปี (พ.ศ.2569-2572) เป็น 6 ปี (พ.ศ. 2569-2574) วงเงิน 4,500 ล้านบาท

          2. โครงการพัฒนาระบบการเรียนรู้ฯ (โครงการใหม่) มีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

              2.1 วัตถุประสงค์

              เพื่อจัดทำระบบการเรียนรู้และทักษะรายบุคคลและยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะตนเองได้อย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสทางการศึกษาและอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ปัจจุบันและอนาคตผ่านการจัดทำระบบเพื่อรองรับการดำเนินงานโครงการพัฒนาระบบการเรียนรู้ฯ รองรับตลาดกลางการเรียนรู้และบริการที่เชื่อมโยงระบบกับแพลตฟอร์มการเรียนรู้อื่น ๆ ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งออกแบบและส่งเสริมสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับกลไกตลาดเพื่อยกระดับแรงงานในระบบและทักษะใหม่แห่งอนาคต และสนับสนุนเส้นทางการพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศและของกลุ่มผู้เข้าใช้งานระบบ

              2.2 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักศึกษา บัณฑิตจบใหม่ และประชาชนทั่วไป

              2.3 ระยะเวลาดำเนินงาน 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ.2569-2574) โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่

                   (1) ระยะที่ 1 (ปีงบประมาณ พ.ศ.2569-2571) วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานหลัก (Core Engine) และตลาดกลางการเรียนรู้และบริการ

                   (2) ระยะที่ 2 (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2572-2574) ขยายผลตลาดกลางการเรียนรู้และบริการและระบบสิทธิประโยชน์ทั่วประเทศ

              2.4 โครงสร้างการทำงานของระบบ ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ดังนี้

                   (1) Core Engine เป็นแกนกลางของทั้งระบบที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนระบบการเรียนรู้และทักษะรายบุคคลเพื่อยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศไทย ตั้งแต่การวิเคราะห์ตลาดงานและช่องว่างทักษะ การแนะนำอาชีพและหลักสูตรตามเส้นทางการเรียนรู้ การเก็บข้อมูลผลการเรียน/การฝึกอบรม เช่น ใบประมวลผลการศึกษา ใบรับรอง ให้เป็นข้อมูลทักษะรายบุคคลและเชื่อมโยงสู่ตลาดแรงงาน ประกอบด้วยโมดูลการทำงาน 9 โมดูล ได้แก่

                       1) ระบบข้อมูลตลาดงานและความต้องการทักษะ (Demand & Skill Intelligence)

                       2) ระบบการจับคู่และประเมินทักษะ (Skill Mapping & Evaluation)

                       3) ระบบข้อมูลประวัติผู้เรียน (National Learner Profile)

                       4) ระบบแนะนำอาชีพและเส้นทางการเรียนรู้ (Career & Learning Recommendation)

                       5) ระบบแฟ้มสะสมทักษะและหน่วยกิต (Skill & Credit Portfolio)

                       6) ระบบยืนยันตัวตน (National Identity)

                       7) ระบบให้คำปรึกษาและสนับสนุน (Counseling & Support)

                       8) ระบบการกำกับดูแลและรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Data Governance & Security)

                       9) ช่องทางเชื่อมต่อข้อมูล (API Gateway) โดยมีการจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดจากระบบไว้ในคลังข้อมูลกลางเพื่อเชื่อมโยงและให้บริการข้อมูลกับส่วนอื่น ๆ

                   (2) ตลาดกลางการเรียนรู้และบริการ เป็นศูนย์รวมหลักสูตรและโมดูลการเรียนรู้จากหลากหลายผู้ให้บริการ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา แพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น Coursera และใบรับรองวิชาชีพ เช่น E-Workforce Ecosystem Platform (EWE Platform) โดยมีคณะกรรมการรับรองมาตรฐานหลักสูตรก่อนเข้าสู่ระบบและมีกลไกประเมินการออกใบรับรองดิจิทัล และตรวจสอบความถูกต้องแบบกระจายศูนย์ (Distributed Verification) 

                   (3) สิทธิประโยชน์และแรงจูงใจ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

                       1) ผู้ผลิตเนื้อหา/หลักสูตร จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือโทเคนการศึกษา ตามผลลัพธ์การใช้งานจริง

                       2) ผู้เข้ารับการฝึกอบรมและภาคเอกชนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี การร่วมทุน หรือเงินอุดหนุน และบุคคลทั่วไป จะได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่มีรายได้อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี ส่วนผู้มีรายได้น้อยจะได้รับคูปอง/โทเคนการศึกษา

                   (4) การเชื่อมโยงการมีส่วนร่วมกับภาคเอกชน โดยให้ภาคเอกชนส่งข้อมูลความต้องการทักษะ ร่วมออกแบบหลักสูตร และประกาศรับสมัครงาน เพื่อจับคู่กับผู้เรียนที่มีทักษะตรงตามต้องการ รวมทั้งการส่งเสริมให้เกิดธุรกิจใหม่ทางเทคโนโลยีด้านการศึกษา (EdTech Startup) ในการต่อยอดข้อมูลทักษะ

              2.5 เป้าหมายผู้ใช้งานรายปี

หน่วย : คน

ปี

เป้าหมายผู้ใช้งาน

2569 (ปีที่ 1)

ยังไม่มีผู้ใช้งาน (อยู่ระหว่างพัฒนาระบบ Core Engine)

2570 (ปีที่ 2)

300,000

2571 (ปีที่ 3)

400,000

2572 (ปีที่ 4)

ปีละ 600,000

2573 (ปีที่ 5)

2574 (ปีที่ 6)

รวม

2,500,000

 

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาระบบการเรียนรู้ฯ (โครงการใหม่) มีความแตกต่างจากโครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสม ทักษะฯ (โครงการเดิม) ดังนี้ (1) ปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดหาระบบรองรับการดำเนินโครงการ จากเดิมเช่าใช้บริการเป็นรายปี (Subscription) จากเอกชน เป็นพัฒนาระบบโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (2) ปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายของโครงการให้ครอบคลุมถึงนักศึกษา บัณฑิตจบใหม่ และประชาชนทั่วไป (เดิมครอบคลุมเฉพาะนักศึกษา) (3) ปรับเปลี่ยนระบบภายใน ดังนี้

 

ระบบภายในเดิม

ระบบภายในใหม่

1) คงระบบเดิมไว้ จำนวน 4 ระบบ ได้แก่

1.1) ระบบข้อมูลประวัติผู้เรียน (National Learner Profile)

1.2) ระบบคลังข้อสอบสำหรับการทดสอบ (Test Prep Question Bank)

1.3) ระบบจัดการเอกสาร (Document Management)

1.4) ระบบการเรียนรู้ผ่านคอร์สออนไลน์ (Online Course Learning)

หมายเหตุ : ระบบตามข้อ 1.2)-1.4) ย้ายไปอยู่ในส่วนของตลาดกลางการเรียนรู้และบริการ

2) ยกเลิกระบบเดิม จำนวน 1 ระบบ ได้แก่ ระบบสมุดบันทึกนักเรียน (Student Passbook)

3) จัดทำระบบใหม่ (จำนวน 7 ระบบ) เพื่อทดแทนระบบเดิม (จำนวน 14 ระบบ) ได้แก่

ระบบจับคู่งาน (Job Matching)

ทดแทนโดยระบบข้อมูลตลาดงานและความต้องการทักษะ (Demand & Skill Intelligence)

ระบบจับคู่ทักษะ (Skill Mapping)

ทดแทนโดยระบบการจับคู่และประเมินทักษะ (Skill Mapping & Evaluation)

ระบบค้นหาจุดเด่น (Strengths Finder)

ทดแทนโดยระบบแนะนำอาชีพและเส้นทางการเรียนรู้ (Career & Learning Recommendation)

ระบบจัดการผู้ใช้งาน (User Management)

ทดแทนโดยระบบยืนยันตัวตน (National Identity)

ระบบข่าวสารและประกาศ (News and Announcements)

ทดแทนโดยระบบให้คำปรึกษาและสนับสนุน (Counseling & Support)

ระบบแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (Community Forums)

ระบบรับ-ส่งข้อความในรูปแบบกลุ่มและบุคคล (Chat and Messaging)

ระบบศูนย์กลางกิจกรรม ทุนการศึกษาและการแข่งขัน (Activity, Scholarship and Competitions Hub)

ระบบจัดการสื่อสังคมออนไลน์ [Social Media and Learning management system (LMS) integration]

ระบบสร้าง e-Portfolio (e-Portfolio Creation)

ทดแทนโดยระบบแฟ้มสะสมทักษะและหน่วยกิต (Skill & Credit Portfolio) และช่องทางเชื่อมต่อข้อมูล (API Gateway)

ระบบบริหารจัดการเครดิต (Credit Management)

ระบบโอนย้ายหน่วยกิต (Credit Transfer)

ระบบใบรับรองดิจิทัล (Digital Credentials)

ระบบเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (Productivity Tools)

4) จัดทำระบบเพิ่มเติม จำนวน 1 ระบบ ได้แก่ ระบบการกำกับดูแลและรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Data Governance & Security)

 

(4) ปรับลดวงเงินของโครงการ จากเดิม 5,413.75 ล้านบาท เป็น 4,500 ล้านบาท

(5) ปรับเพิ่มเป้าหมายจำนวนผู้ใช้งาน จากเดิม 2,211,234 คน เป็น 2,500,000 คน 

และ 6) ขยายระยะเวลาดำเนินการจาก 4 ปี (พ.ศ. 2569-2572) เป็น 6 ปี (พ.ศ.2569-2574)

              2.6 กรอบระยะเวลาและงบประมาณ ผูกพันงบประมาณ พ.ศ. 2569-2574 วงเงินรวม 4,500 ล้านบาท (วงเงินเดิม 5,413.75 ล้านบาท) ลดลงจากวงเงินเดิม 913.75 ล้านบาท 

          ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

               (1) ประชาชน/ผู้เรียนได้รู้จุดแข็ง/ช่องว่างทักษะของตนเองมีระบบสะสมหน่วยกิต/ทักษะที่นำไปใช้ได้ตลอดชีวิต เข้าถึงแหล่งเรียนรู้คุณภาพสูงได้อย่างเท่าเทียม รองรับการยกระดับทักษะ (Upskill)/ปรับทักษะใหม่ (Reskill) หรือเปลี่ยนสายอาชีพ

               (2) ช่วยลดเวลาและต้นทุนในการสรรหาบุคลากรสำหรับภาคธุรกิจ/นายจ้าง และสามารถคัดเลือกคนที่ทักษะตรงกับงานได้แม่นยำยิ่งขึ้น

               (3) ช่วยลดปัญหาเรียนจบไม่ตรงสาย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยการพัฒนากำลังคนทักษะสูงในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย

          3. อว. ได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ด้วยแล้ว

 

 

(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม) 8 กันยายน 2569

 

 

g13

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100