หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต พ.ศ. ....
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ
1. เรื่องเดิม
ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ UCEP ดังนี้
|
ข้อ |
มติคณะรัฐมนตรี |
สาระสำคัญ |
|
หลักเกณฑ์ UCEP |
||
|
1.1 |
28 มีนาคม 2560 |
(1) เห็นชอบหลักเกณฑ์ UCEP เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตสามารถเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด (ทั้งโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน) ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ บัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ UCEP แบ่งออกเป็น 12 หมวด1 (2) เห็นชอบให้สถานพยาบาลภาครัฐทุกแห่งปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ UCEP และให้สถานพยาบาลภาครัฐรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหลังเวลา 72 ชั่วโมง ตามที่ สธ. เสนอ (3) ให้กระทรวงการคลัง (กค.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานประกันสังคม หน่วยงานของรัฐ และกองทุนต่าง ๆ ที่มีวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริการด้านการแพทย์หรือสาธารณสุขดำเนินการตามหลักเกณฑ์ฯ และจ่ายค่าใช้จ่ายในอัตราตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ UCEP โดยให้ สธ. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับ กค. กระทรวงแรงงาน (รง.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการเพื่อให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎ ระเบียบของหน่วยงานหรือกองทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้รองรับการจ่ายเงินคืนแก่สถานพยาบาลตามหลักเกณฑ์ UCEP ได้โดยเร็วต่อไป ตามความเห็นของ สปสช. (4) หากมีการทบทวนปรับปรุงบัญชีและอัตราค่าใช้จ่าย ตามข้อ 12 ของหลักเกณฑ์ UCEP ให้ สธ. นำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เป็นไปตามนัยมาตรา 36 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ต่อไป ตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) (5) ในส่วนที่ขอความเห็นชอบให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ UCEP เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการการแพทย์ฉุกเฉินทั้งระบบเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน นั้นให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรับไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป |
|
1.2 |
28 สิงหาคม 2561 |
เห็นชอบหลักเกณฑ์ UCEP (ฉบับที่ 2) ตามที่ สธ. เสนอ โดยเพิ่มรายการในบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ UCEP จำนวน 1,649 รายการใน 4 หมวด เช่น หมวดที่ 2 ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดโรค จำนวน 226 รายการ และหมวดที่ 3 ค่ายา และสารอาหารทางเส้นเลือด จำนวน 1,029 รายการ |
|
1.3 |
14 ธันวาคม 2564 |
เห็นชอบหลักเกณฑ์ UCEP (ฉบับที่ 3) ตามที่ สธ. เสนอ โดยเพิ่มรายการในบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ UCEP จำนวน 874 รายการ ในหมวดที่ 3 ค่ายาและสารอาหารทางเส้นเลือด |
|
1.4 |
17 มกราคม 2566 |
เห็นชอบหลักเกณฑ์ UCEP (ฉบับที่ 4) ตามที่ สธ. เสนอ โดยปรับปรุงแก้ไขการจัดทำรายการยา อัตราค่ายา ในหมวดที่ 3 ค่ายาและสารอาหารทางเส้นเลือด และค่าธรรมเนียมแพทย์ในหมวดที่ 12 ค่าบริการวิชาชีพ |
|
หลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา หรือโรคโควิด 19 [Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)] (หลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคโควิด 19ฯ) |
||
|
1.5 |
8 มีนาคม 2565 |
เห็นชอบหลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคโควิด 19ฯ เพื่อรองรับระบบการให้บริการทางการแพทย์สำหรับประชาชนในช่วงสถานการณ์ของโรค โควิด 19 โดยให้ใช้สำหรับผู้ป่วยโรคโควิด 19 ในกลุ่มสีเหลือง (กลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางที่มีการให้ออกซิเจนแบบเสียบจมูกหรือครอบจมูก) และกลุ่มสีแดง (กลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงที่มีการใส่เครื่องช่วยหายใจ) รวมถึงผู้ป่วยดังกล่าวที่มีการส่งต่อ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2565 เป็นต้นไป ทั้งนี้ บัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์แบ่งออกเป็น 13 หมวด2 |
|
1.6 |
27 กันยายน 2565 |
เห็นชอบหลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคโควิด 19ฯ (ฉบับที่ 2) ตามที่ สธ. เสนอ โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาด โดยจะใช้เฉพาะกรณีผู้ป่วยโรคโควิด 19 กลุ่มสีแดง |
|
1.7 |
7 มีนาคม 2566 |
เห็นชอบหลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคโควิด 19ฯ (ฉบับที่ 3) ตามที่ สธ. เสนอ โดยเพิ่มรายการยาต้านไวรัสโควิด 19 ในบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ จำนวน 1 รายการ ได้แก่ รายการยาต้านไวรัส Molnupiravir (โมลนูพิราเวียร์) |
2. สาระสำคัญของเรื่อง
สธ. รายงานว่า
2.1 สธ. ได้จัดทำหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. .... ขึ้น ซึ่งเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์ UCEP ตามข้อ 1 ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับการบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินในปัจจุบัน ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 มีจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงน้อยลง การใช้สิทธิของผู้ป่วยโรคโควิด 19 จึงควรกลับไปใช้สิทธิ UCEP ระบบปกติ ดังนั้น สธ. จึงเห็นสมควรที่จะยกเลิกหลักเกณฑ์ UCEP และหลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคโควิด 19ฯ ตามข้อ 1 และให้ใช้หลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. .... แทนหลักเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการสถานพยาบาลและคณะอนุกรรมการพัฒนาการดำเนินการตามนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) (คณะอนุกรรมการ UCEP) ได้มีมติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว ดังนี้
2.1.1 คณะกรรมการสถานพยาบาลในการประชุมครั้งที่ 9/2566 เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2566 มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต [กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 [(Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)] และที่แก้ไขเพิ่มเติม และมอบคณะอนุกรรมการ UCEP พิจารณาปรับปรุงรายการตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ UCEP ให้ครอบคลุมถึงผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเนื่องจากติดเชื้อโรคโควิด 19
2.1.2 คณะอนุกรรมการ UCEP ในการประชุม ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2566 ได้มีมติเห็นชอบให้เพิ่มรายการบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต เพื่อให้ครอบคลุมถึงผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเนื่องจากติดเชื้อโรคโควิด 19 ในหมวดที่ 3 ค่ายาและสารอาหารทางเส้นเลือด หมวดที่ 5 ค่าเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา หมวดที่ 7 ค่าตรวจวินิจฉัยทางเทคนิคการแพทย์ หมวดที่ 10 ค่าทำหัตถการ หมวดที่ 12 ค่าบริการวิชาชีพ หมวดที่ 16 ค่าบริการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลโดยตรงและเห็นควรเสนอคณะกรรมการสถานพยาบาลเพื่อพิจารณาต่อไป
2.1.3 คณะกรรมการสถานพยาบาล ในการประชุมครั้งที่ 12/2566 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2566 ได้มีมติเห็นชอบให้เพิ่มเติมรายการบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต เพื่อรองรับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเนื่องจากติดเชื้อโรคโควิด 19 ตามที่คณะอนุกรรมการ UCEP เสนอ และมอบกองกฎหมาย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพดำเนินการต่อไป
2.1.4 คณะอนุกรรมการ UCEP ในการประชุมครั้งที่ 3/2567 เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2567 ได้มีมติเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. …. ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์ UCEP และเห็นควรเสนอคณะกรรมการสถานพยาบาลพิจารณาต่อไป
2.1.5 คณะกรรมการสถานพยาบาล ในการประชุมครั้งที่ 9/2567 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2567 มีมติเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. .... และร่างบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ ตามที่คณะอนุกรรมการ UCEP เสนอ
2.1.6 คณะอนุกรรมการ UCEP ในการประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 ได้มีมติเห็นชอบให้เพิ่มรายการบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ในหมวดที่ 3 ค่ายาและสารอาหารทางเส้นเลือด จำนวน 1 รายการ หมวดที่ 5 ค่าเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา จำนวน 177 รายการ และหมวดที่ 12 ค่าบริการ วิชาชีพ จำนวน 11 รายการ และมีมติให้เสนอคณะกรรมการสถานพยาบาลพิจารณาต่อไป
2.1.7 คณะกรรมการสถานพยาบาลในการประชุมครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้เพิ่มเติมรายการบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตตามที่คณะอนุกรรมการ UCEP เสนอ และมอบกองกฎหมายกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
2.2 หลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. .... มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
2.2.1 ให้สถานพยาบาลมีหน้าที่ให้การรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตโดยฉุกเฉิน เพื่อให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและขีดความสามารถของสถานพยาบาล โดยไม่มีเงื่อนไขการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล และกำหนดให้สถานพยาบาลมีหน้าที่แจ้งต่อกองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ การทำนิติกรรมเพื่อให้พ้นจากหน้าที่หรือเพื่อสละสิทธิของผู้ป่วยข้างต้น ถือเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมาย
2.2.2 ให้ผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการของสถานพยาบาลจัดให้มีผู้ประกอบวิชาชีพเพื่อตรวจคัดแยกระดับความฉุกเฉิน และจัดให้ผู้ป่วยได้รับการบริบาลตามลำดับความเร่งด่วน โดยในกรณีที่มีปัญหาการวินิจฉัยในการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินให้ปรึกษาไปยัง สพฉ. ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่เห็นด้วยกับผลการคัดแยก ให้อุทธรณ์ไปยัง สพฉ. ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้ลงชื่อในแบบแจ้งผลการประเมินคัดแยก และให้ สพฉ. พิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จ ให้ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดคำวินิจฉัยของ สพฉ. ให้ถือเป็นที่สุด และในกรณีที่ผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ปรากฏว่าผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤต สถานพยาบาลต้องคืนเงินที่เรียกเก็บภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย
2.2.3 สถานพยาบาลต้องให้การดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนพ้นวิกฤต และต้องให้การรักษาอาการหรือสาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะวิกฤตต่อไปจนถึงเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต และกำหนดเงื่อนไขให้สถานพยาบาลสามารถ ส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลอื่นได้ตามความเหมาะสม เฉพาะในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) กรณีสถานพยาบาลไม่มีศักยภาพเพียงพอ
(2) ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตพ้นภาวะวิกฤตและมีสถานพยาบาลรองรับการดูแล
(3) ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทน มีความประสงค์จะไปรักษาที่สถานพยาบาลอื่น
2.2.4 สถานพยาบาลจะได้รับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนถึงเวลา 72 ชั่วโมง ในอัตราตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์นี้ โดยให้สถานพยาบาลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายในเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ไปที่ สปสช. ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้สถานพยาบาลเรียกเก็บไปที่กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (เช่น กฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) หรือเรียกเก็บจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามสิทธิของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลหรือเรียกเก็บจากผู้ป่วย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามอัตราค่ารักษาพยาบาลของสถานพยาบาลหรือตามที่ได้ตกลงกันไว้
2.2.5 ให้ สปสช. มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องและสรุปค่าใช้จ่ายพร้อมทั้งแจ้งให้กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับเอกสารครบถ้วน และให้กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจ่ายค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายให้แก่สถานพยาบาลภายใน 15 วัน นับจากวันที่ สปสช. แจ้งผลการตรวจสอบและสรุปค่าใช้จ่าย
2.2.6 ในกรณีที่มีการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจากสถานพยาบาลแห่งที่หนึ่งไปยังสถานพยาบาลแห่งที่สอง ภายในเวลาก่อนครบ 72 ชั่วโมง นับแต่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลแห่งที่หนึ่ง สถานพยาบาลแห่งที่สองจะได้รับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนครบ 72 ชั่วโมง โดยนับเวลาต่อเนื่องจากที่สถานพยาบาลแห่งที่หนึ่งรับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตไว้ ในอัตราตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ เว้นแต่กรณีสถานพยาบาลรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่มีสิทธิการรักษาพยาบาลของตนอยู่แล้ว ให้ปฏิบัติตามระบบของสิทธิการรักษาพยาบาลนั้น ๆ
1) กรณีสถานพยาบาลคู่สัญญาของสำนักงานประกันสังคมรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตในสังกัดของตน (สิทธิประกันสังคม) ให้ปฏิบัติตามระบบของสำนักงานประกันสังคม
2) กรณีสถานพยาบาลคู่สัญญาของ สปสช. รับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน (สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ให้ปฏิบัติตามระบบของ สปสช.
3) กรณีสถานพยาบาลของรัฐรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตซึ่งมีสิทธิตาม พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (เช่น สิทธิข้าราชการ) ให้ดำเนินการตามแนวทางที่กรมบัญชีกลางกำหนด
2.2.7 ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นเองในกรณีดังต่อไปนี้
1) กรณีสถานพยาบาลส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเนื่องจากพ้นภาวะวิกฤต และมีสถานพยาบาลรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตแต่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทนปฏิเสธไม่ขอให้ส่งต่อผู้ป่วย
2) กรณีผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทนมีความประสงค์จะไปรับการรักษาที่สถานพยาบาลอื่น
2.2.8 ในกรณีมีความจำเป็นให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานพยาบาลดำเนินการทบทวนปรับปรุงบัญชีและอัตราตามบัญชีแนบท้ายหลักเกณฑ์นี้ให้มีความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจะได้รับเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ให้นำเสนอผลการทบทวนปรับปรุงบัญชีและอัตราตามที่แนบท้ายหลักเกณฑ์เพื่อให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วย
2.2.9 หลักเกณฑ์นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เป็นต้นไป
2.2.10 ให้สถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยโรคโควิด 19 ไว้ก่อนวันที่หลักเกณฑ์นี้ใช้บังคับ เรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต [กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19))] และที่แก้ไขเพิ่มเติม จนกว่าผู้ป่วยจะถูกจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลตามหลักเกณฑ์การพิจารณาจำหน่ายผู้ป่วยของกรมการแพทย์ สธ.
2.2.11 การใดที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ UCEP และหลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคโควิด 19ฯ ตามข้อ 1 ก่อนวันที่หลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. .... ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. .... และการดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. ....
ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต หรือตามกฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัย ให้ใช้สิทธิดังกล่าวก่อน
2.3 บัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. .... แบ่งออกเป็น 14 หมวด สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
|
หมวด |
รายการ |
รายละเอียด/ตัวอย่าง |
|
|
1 |
ค่าห้องและค่าอาหาร |
จำนวน 2 รายการ ได้แก่ ค่าเตียงผู้ป่วยสามัญ เบิกได้วันละ 400 บาท และค่าหอผู้ป่วยวิกฤต เบิกได้วันละ 1,600 บาท |
|
|
2 |
ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค |
จำนวน 352 รายการ เช่น เยื่อหุ้มสมองเทียม แผ่นละ 9,000 บาท ลิ้นหัวใจเทียมชนิดลูกบอล อันละ 19,000 บาท ชุดสายยางและปอดเทียมเพื่อพยุงหัวใจและปอดที่ใช้ภายนอก ชุดละ 80,000 บาท |
|
|
3 |
ค่ายาและสารอาหารทางเส้นเลือด |
แบ่งเป็น 2 กลุ่มรายการ ได้แก่ (1) กลุ่มยา Original (ยาต้นแบบหรือยาที่ผลิตคิดค้นได้เป็นตัวยาแรกจากบริษัทผู้ผลิต) จำนวน 190 รายการ เช่น ยาต้านไวรัส ALUVIA เม็ดละ 36 บาท และ (2) กลุ่มยา Generic (ยาสามัญ หรือยาที่เป็นชนิดและรูปแบบเดียวกับยาต้นแบบ แต่มาจากแหล่งผลิตหรือกระบวนการผลิตที่แตกต่างออกไป) จำนวน 1,062 รายการ เช่น ยาปฏิชีวนะ Amoxicillin 200mg/5 mL ขวดละ 84.25 บาท |
|
|
5 |
ค่าเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา |
หมายถึงค่าวัสดุทางการแพทย์ วัสดุทันตกรรม วัสดุวิทยาศาสตร์การแพทย์ วัสดุเอกซเรย์ และวัสดุอื่นที่ใช้ในทางการแพทย์ จำนวน 617 รายการ เช่น ค่าออกซิเจน วันละ 450 บาท ค่าอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (ชุด PPE) ชุดละ 480 บาท เข็มเย็บแผล อันละ 29 บาท แผ่นปิดแผลอเนกประสงค์ม้วนละ 527 บาท |
|
|
6 |
ค่าบริการโลหิตและส่วนประกอบของโลหิต |
หมายถึงค่าจัดการบริการการให้โลหิตหรือส่วนประกอบของโลหิต ซึ่งรวมค่าอุปกรณ์บรรจุน้ำยาที่ใช้ในการเตรียมการตรวจทางเทคนิค จำนวน 132 รายการ เช่น ค่าตรวจหมู่โลหิต ครั้งละ 100 บาท การตรวจกรองแอนติบอดี ครั้งละ 100 บาท โลหิต หน่วยละ 800 บาท เกล็ดเลือด หน่วยละ 400 บาท |
|
|
7 |
ค่าตรวจวินิจฉัยทางเทคนิคการแพทย์ |
หมายถึงค่าบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จำนวน 488 รายการ เช่น ค่าตรวจน้ำตาลในเลือด ครั้งละ 100 บาท ค่าตรวจปัสสาวะ ครั้งละ 50 บาท |
|
|
7.1 |
ค่าตรวจวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา |
หมายถึงค่าบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยา จำนวน 7 รายการ เช่น ค่าตรวจชิ้นเนื้อขนาด 2 - 5 ซม. ครั้งละ 1,450 บาท ค่าตรวจชิ้นเนื้อขนาดใหญ่กว่า 5 ซม. ครั้งละ 2,180 บาท |
|
|
8 |
ค่าตรวจวินิจฉัยและรักษาทางรังสีวิทยา |
จำนวน 169 รายการ เช่น ภาพถ่ายเอกซเรย์ทั่วไป แผ่นละ 300 บาท อัลตราซาวด์ ครั้งละ 1,150 บาท MRI สมอง ครั้งละ 8,000 บาท |
|
|
9 |
ค่าตรวจวินิจฉัยโดยวิธีพิเศษอื่น ๆ |
หมายถึงค่าใช้จ่ายในการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีการอื่นนอกเหนือจากการตรวจทางเทคนิคการแพทย์ พยาธิวิทยา และรังสีวิทยา จำนวน 5 รายการ เช่น การตรวจเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดแบบ 3D Echocardiography ครั้งละ 3,600 บาท การตรวจภาวะตีบตันของหลอดเลือดส่วนปลาย โดยการตรวจความดันโลหิตที่นิ้วเท้า ครั้งละ 700 บาท |
|
|
10 |
ค่าทำหัตถการ |
หมายถึงค่าบริการเหมาตามรายการหัตถการต่าง ๆ รวมถึงการผ่าตัดและการทำคลอด จำนวน 137 รายการ เช่น ห้องผ่าตัดใหญ่ ชั่วโมงแรก ชั่วโมงละ 2,400 บาท ชั่วโมงต่อไป ชั่วโมงละ 1,200 บาท การช่วยฟื้นคืนชีพ ครั้งละ 1,390 บาท การเจาะน้ำไขสันหลัง ครั้งละ 520 บาท การปิดรูรั่วผนังกั้นห้องหัวใจห้องบน ครั้งละ 140,000 บาท |
|
|
11 |
ค่าบริการวิสัญญี |
หมายถึงค่าบริการระงับความรู้สึกเจ็บปวดของคนไข้ก่อนผ่าตัด จำนวน 29 รายการ เช่น บริการระงับความรู้สึกแบบทั่วไป (GA) ชั่วโมงแรก 2,240 บาท ถัดไป 780 บาทต่อ 15 นาที บริการฉีดยาชาเฉพาะที่ โดยทีมวิสัญญี ครั้งละ 1,090 บาท ค่าใช้เครื่องช่วยใส่ท่อช่วยหายใจพิเศษ ครั้งละ 1,200 บาท |
|
|
12 |
ค่าบริการวิชาชีพ |
หมายถึงค่าบริการที่บุคลากรสาธารณสุขแต่ละวิชาชีพให้บริการแก่ผู้ป่วย (ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าบริการเภสัชกร และค่าบริการพยาบาล) จำนวน 618 รายการ เช่น การตรวจรักษากรณีผู้ป่วยนอกฉุกเฉิน รายละ 30 บาท การปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง รายละ 500 บาท ค่าบริการพยาบาลทั่วไปแผนกผู้ป่วยหนัก (ICU) วันละ 3,840 บาท การใช้เครื่องช่วยหายใจ วันละ 3,500 บาท |
|
|
14 |
ค่าบริการทางกายภาพบำบัดและทางเวชกรรมฟื้นฟู |
หมายถึงค่าบริการในการให้บริการกายภาพบำบัดและเวชกรรมฟื้นฟูทั้งในสถานบริการและนอกสถานบริการ จำนวน 2 รายการ ได้แก่การดึงคอและหลังด้วยเครื่องดึง ครั้งละ 110 บาท และการร่อนระบายเสมหะ ครั้งละ 250 บาท |
|
|
16 |
ค่าบริการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการรักษา พยาบาลโดยตรง |
จำนวน 4 รายการ เช่น ค่าบริการรถพยาบาล รับ - ส่งผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาล ครั้งละ 700 บาท ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงรถ 4 บาทต่อกิโลเมตร ค่าบริการแพทย์ ขณะส่งต่อผู้ป่วยด้วยรถพยาบาล ครั้งละ 1,800 บาท |
2.4 การปรับปรุงหลักเกณฑ์ UCEP จะส่งผลให้การดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลมีความเหมาะสม สอดคล้องกับการบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินในปัจจุบันมากขึ้น รวมถึงจะเป็นประโยชน์ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิต และยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาฉุกเฉินด้วย
3. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงแรงงาน สำนักงบประมาณ (สงป.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีจะให้ความเห็นชอบได้ โดยมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น (1) อัตราจ่ายค่ารักษาพยาบาลยังไม่มีการปรับเพิ่มให้สอดคล้องเป็นปัจจุบัน จึงอาจมีผลต่อความยั่งยืนของระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินได้ (อว.) (2) ควรสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขต่าง ๆ และการประเมินคัดแยกระดับความฉุกเฉินของผู้ป่วยให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน (สงป. สศช.)
____________________
1 บัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ UCEP แบ่งออกเป็น 12 หมวด (อ้างอิงหมวดตามอัตราค่าบริการสาธารณสุขเพื่อใช้สำหรับการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของทางราชการที่กรมบัญชีกลางกำหนด) ได้แก่ (1) หมวดที่ 1 ค่าห้องและค่าอาหาร (2) หมวดที่ 2 ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค (3) หมวดที่ 3 ค่ายาและสารอาหารทางเส้นเลือด (4) หมาดที่ 5 ค่าเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา (5) หมวดที่ 6 ค่าบริการโลหิตและส่วนประกอบของโลหิต (6) หมวดที่ 7 ค่าตรวจวินิจฉัยทางเทคนิคการแพทย์ (7) หมวดที่ 8 ค่าตรวจวินิจฉัยและรักษาทางรังสีวิทยา (8) หมวดที่ 9 ค่าตรวจวินิจฉัยโดยวิธีพิเศษอื่น ๆ (9) หมวดที่ 10 ค่าทำหัตถการ (10) หมวดที่ 11 ค่าบริการวิสัญญี (11) หมวดที่ 12 ค่าบริการวิชาชีพ และ (12) หมวดที่ 16 ค่าบริการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลโดยตรง
2 บัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคโควิด 19ฯ แบ่งออกเป็น 13 หมวด โดยมีหมวดหมู่เช่นเดียวกับหลักเกณฑ์ UCEP และเพิ่มหมวดที่ 14 ค่าบริการทางกายภาพบำบัดและทางเวชกรรมฟื้นฟูขึ้นมา
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม) 15 กันยายน 2569
g21














